“แสนสิริ”ผนึกโตคิวกรุ๊ป เบอร์ 1 รถไฟฟ้า-รับเหมาญี่ปุ่น นำร่องผุดคอนโดทากะเฮ้าส์ เอกมัย 12

“แสนสิริ”ผนึกโตคิวกรุ๊ป เบอร์ 1 รถไฟฟ้า-รับเหมาญี่ปุ่น นำร่องผุดคอนโดทากะเฮ้าส์ เอกมัย 12 อนาคตเล็งประมูลที่เช่าทำมิกซ์ยูส

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริร่วมกับพันธมิตรคือบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “สิริ ทีเค วัน) โดยแสนสิริถือหุ้น 70% โตคิวกรุ๊ป 29% และสหโตคิวฯ 1% มีโครงการนำร่องลงทุนพัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการแรกแรนด์ “taka HAUS (ทากะ เฮ้าส์)” มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เป็นคอนโดโลว์ไรส์ สูง 7 ชั้นกับ 8 ชั้น 2 อาคาร รวม 269 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 30-70 ตารางเมตร เฉลี่ยราคาตารางเมตรละ 1.5 แสนบาท

นายอุทัยกล่าวว่า โตคิวทำธุรกิจรถไฟฟ้ามาก่อน ขยายมาทำโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อสังหาริมทรัพย์ การจับมือลงทุนจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ เชื่อว่าเป็นการพลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระดับสากล เดิมแสนสิริพัฒนาโครงการในประเทศไทย ล่าสุดหลายปีที่ผ่านมามีการเปิดตลาดนำเสนอขายโครงการให้กับลูกค้าประเทศจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น


แสนสิริดำเนินธุรกิจอสังหาฯ 30 กว่าปี เติบโตจากการพัฒนาคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ปัจจุบันมี 318 โครงการ มากที่สุดในประเทศไทย กระจายตลาดสู่ 17 จังหวัด โอนแล้ว 86,000 ครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจ ลูกค้ารับรู้แบรนด์แสนสิริ ได้รับรางวัลมากมายในฐานะแบรนด์อสังหาฯ ในใจผู้บริโภคติดต่อกัน 2-3 ปี

ในช่วง 5-6 ปีที่แล้ว แสนสิริได้พัฒนาโครงการในลอนดอน อังกฤษ แบรนด์ 9 Elvaston Place และขยายลงทุนคอมมูนิตี้มอลล์ “T77” นอกจากนี้มีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ดูแลการขาย เช่า รีเซล บริหารอาคารกว่า 20 ปี บริหารอาคารกว่า 400 อาคาร มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือจนทำให้โตคิวกรุ๊ปให้ความไว้วางใจร่วมทุนด้วย

สำหรับโครงการแรกใช้ชื่อ “ทากะ เฮ้าส์” Taka Haus เดิมเคยทำกลาสเฮ้าส์ในที 77 และโครงการฮาบิโตะมอลล์ สังเกตว่าแบรนด์เป็นชื่อญี่ปุ่น โดยใช้คอนเซ็ปต์ “เฮ้าส์” มีผลตอบรับที่ดี การร่วมทุนครั้งนี้จึงใช้แบรนด์ทากะ เฮ้าส์ อยู่ในบริเวณเอกมัย 200 ยูนิต เริ่มต้น 30 ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวเป็นทางการ 16-17 กันยายน 2560

ในระยะยาว แผนร่วมทุนกับโตคิวกรุ๊ป เรามองระยะยาวสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย เพราะดีเวลอปเปอร์ญี่ปุ่นน่าจะมีโนว์ฮาว เพิ่มฐานลูกค้าให้กับแสนสิริด้วย จากการดำเนินธุรกิจ พบว่าลูกค้าญี่ปุ่นมีความเชื่อถือกับองค์กรที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นด้วย

ประวัติโตคิวกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจร่วม 100 ปี เริ่มต้นจากอินฟราสตรัคเจอร์ จุดที่เรามองเห็นคือมีประสบการณ์ในการสร้างทาวน์ เมืองโตคิว ดามะ เมืองเก่าห่างโตเกียวเดินทาง 20 นาที มีการรีโนเวตเมืองเก่า สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ปัจจุบันมีประชากรอาศัย 6 แสนคน จึงเป็นโนว์ฮาวที่นำมาช่วยแสนสิริได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ย่านชิบูย่า แหล่งช็อปปิ้งสำคัญในโตเกียว โตคิวมีแผนลงทุนเมือง ในขณะที่แสนสิริมีประสบการณ์สร้างเมืองขนาดไม่ใหญ่ 50 ไร่ในโครงการ T77 มีคอนโดฯ 6 โครงการ ทาวน์เฮาส์​ 1 โครงการ และฮาบิโตะมอลล์ ล่าสุดปลายเดือนนี้มีโรงเรียน secondary school จะเปิดบริการ มียูนิตร่วม 3,000 ยูนิต

ทั้งนี้ ย่านรามอินทราแสนสิริมีบ้านเดี่ยว 5-6 โครงการ มีการพัฒนาเมืองเล็กๆ และมีการสร้างโรงเรียนอนุบาล-ประถม “โรงเรียนสาธิตพัฒนา” เป็นก้าวแรกที่สร้างเมืองเล็กๆ ขึ้นมา ทำให้ประสบการณ์แสนสิริกับโตคิวมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน พยายามสร้างเมือง มอบประสบการณ์ที่ดีในการพักอาศัย

อนาคตแสนสิริกับโตคิวมีแผนร่วมมือกันพัฒนาเมืองเล็กๆ ร่วมกัน รองรับผู้มีไลฟ์สไตล์พักอาศัย

“การเป็นพันธมิตรระหว่างแสนสิริกับโตคิวกรุ๊ป จะสร้างประสบการณ์อยู่อาศัย พลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับสากล ทำให้แสนสิริเป็นบริษัทอสังหาฯ ระดับโลกซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัท” นายอุทัยกล่าว

นายโทชิยูคิ โฮชิโนะ กรรมการและเจ้าหน้าท่ีผู้จัดการบริหารอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป สำนักงานใหญ่ธุรกิจต่างประเทศ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า โตคิวเริ่มดำเนินธุรกิจจากการก่อสร้างทางรถไฟเมกุโระ-คานาตะในปี 2465 ล่าสุด ณ มีนาคม 2560 กลุ่มโตคิวมีเครือข่าย 221 บริษัท มีบริษัทร่วมทุน 8 แห่ง ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ห้างสรรพสินค้า

ปี 2524 โตคิวได้ร่วมทุนกับบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ก่อส้างถนน สะพาน สำนักงาน โรงเรียน ร่วมก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วย ในด้านธุรกิจค้าปลีกมีการออกแบบห้างสรรพสินค้าโตคิว กรุงเทพฯ ภายใต้บริษัท ห้างสรรพสินค้า บางกอก-โตคิว จำกัด มีการเปิดสาขาใหม่ที่ห้างพาราไดส์ปาร์ค ศรีนครินทร์ในปี 2537

โตคิวมีพันธมิตรธุรกิจคือสหกรุ๊ป จัดตั้งบริษัทร่วมทุน สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น ลงทุนอสังหาฯ ให้เช่า “HarmoniQ Residence Sriracha” ที่ศรีราชา ในปี 2559 มีผลตอบรับที่ดี การเช่าเกือบเต็ม เป็นจุดลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี

จากนี้ไป คาดว่าสามารถมีการพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่องต่อไป โดยทำเลกรุงเทพฯ มีศักยภาพสูง ความร่วมมือครั้งนี้มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน โดยแสนสิริกับโตคิวสามารถร่วมมือกันพัฒนาโครงการที่น่าสนใจได้ในอนาคต

นายอุทัยกล่าวถึงโอกาสในการจับมือโตคิวเพื่อพัฒนาโครงการบนที่ดินเช่า (leasehold) ด้วยว่า ที่ดินขายขาดมีราคาปรับตัวสูงต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่ 15-20% บางแปลงราคาสูงถึงขนาดมีสัดส่วนต้นทุนถึง 30% ของมูลค่าโครงการ จึงมีโอกาสที่แสนสิริสนใจด้วยเช่นกัน โดยความร่วมมือกับโตคิวเป็นความร่วมมือระยะยาว