เช็กสุขภาพบ้านตากอากาศ 2.5 แสนล้าน ลูกค้าฝรั่งบุกสมุย-ภูเก็ตยืนแชมป์ขายดี

ส่องตลาดบ้านตากอากาศ 2.5 แสนล้านทั่วไทย มีอัตราขายได้ 66% จากจำนวนรวม 4,524 ยูนิต โซนทะเล “ภูเก็ต-สมุย” รับอานิสงส์กำลังซื้อต่างชาติ “พัทยา” รออานิสงส์ EEC หัวหิน-ชะอำ-ปราณฯ” เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ “เขาใหญ่” เจอศึกหนักบิ๊กแบรนด์แห่ลงทุนเพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านพักตากอากาศในประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2562 มีหน่วยอยู่ระหว่างขาย 4,524 ยูนิต มูลค่ารวม 2.5 แสนล้านบาท ขายไปแล้ว 3,019 ยูนิต คิดเป็น 66.7% เหลือขาย 1,506 ยูนิต คิดเป็น 32.3%

ภูเก็ตขายดี-จุดขายเมาน์เท่นวิว

ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตเป็นทำเลโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 ปี (2559-2561) มีอัตราการขาย 78% รวมทั้งเป็นทำเลที่มีราคาขายสูงที่สุดเช่นกัน โดยหน่วยราคาขายเกิน 100 ล้านบาทมีจำนวน 160 ยูนิต รวมมูลค่า 30,000 ล้านบาท

ในขณะที่ทำเลเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มีหน่วยอยู่ระหว่างขายมากที่สุด 2,500 ยูนิต กล่าวได้ว่าเป็นทำเลที่มีการแข่งขันสูง ทำให้มีหน่วยเหลือขายมากที่สุด 760 ยูนิต

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ เศรษฐีชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่าง ๆ ที่ต้องการบ้านตากอากาศ สำหรับพักผ่อน และซื้อเพื่อการลงทุน

ดังนั้น จุดขายโครงการระดับ 100 ล้านบาท/ยูนิต จะตั้งอยู่ตามไหล่เขา สามารถเห็นวิวทะเลได้ 180-360 องศา, ทำเลติดชายหาดส่วนตัว ทำให้บางโครงการในภูเก็ตมีราคาขายเกิน 1,000 ล้านบาท/ยูนิต โดยหลายโครงการที่มีพื้นที่ใช้สอย 1,500-3,200 ตารางเมตร เทียบกับบ้านปกติทั่วไป 10 หลังรวมกัน

อีกประเภทที่พบมากคือวิลล่าทำเลรองลงมา โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากทะเลหรือภูเขา เน้นออกแบบให้เป็นพูลวิลล่าชั้นเดียว ออกแบบตกแต่งอย่างประณีต ราคาขาย 20-40 ล้านบาท/ยูนิต เป็นสินค้าที่มีดีมานด์ลูกค้าต่างชาติเพราะราคาไม่สูงเกินไป

ในด้านการซื้อบ้านตากอากาศเพื่อลงทุนยังได้รับความนิยมต่อเนื่อง เหตุผลจากมีการปรับราคาขึ้นต่อปี 8-15%

ลูกค้าฝรั่งยกพลขึ้นเกาะสมุย

นายภัทรชัยกล่าวว่า บ้านพักตากอากาศบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอีกทำเลที่ผู้ประกอบการสนใจพัฒนาโครงการ จากการสำรวจพบว่าราคาเริ่มต้น 50 ล้านบาท/ยูนิต มี 30 ยูนิต รวมมูลค่า 1,800 ล้านบาท ในขณะที่ส่วนใหญ่มีราคาขาย 20-30 ล้านบาท/ยูนิต

ไฮไลต์ทำเลนี้ กลุ่มลูกค้าเกาะสมุย 100% เป็นชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส รัสเซีย เป้าหมายเพื่อเป็นบ้านตากอากาศและบ้านหลังที่ 2

ส่วนทำเลที่เศรษฐีต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ หาดเชิงมน หาดเฉวง หาดบ่อผุด เนื่องจากมีแนวชายหาดที่สวยงาม ที่สำคัญตั้งอยู่บนเขา สามารถเห็นวิวทะเลได้ 360 องศา

ถัดมา ทำเลหัวหิน ชะอำ ปราณบุรี ที่ผ่านมาอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโครงการโซนฝั่งภูเขา กลุ่มลูกค้าเป้าหมายยังเป็นนักธุรกิจคนไทยและยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ โซนฮอตกระจุกอยู่ในพื้นที่หัวหินฝั่งภูเขาและบริเวณหัวหิน 112 ราคา 15-30 ล้านบาท/ยูนิต

“โครงการที่น่าสนใจคือ มหาสมุทร หัวหิน ของบริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ฯ ราคา 35-80 ล้านบาท กับบาบาบีช คลับ หัวหิน ของกลุ่มชาญอิสสระ ราคา 35-55 ล้านบาท มีฐานลูกค้ากลุ่มเศรษฐี นักธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์จากกรุงเทพฯ”

บิ๊กแบรนด์แห่ปักหมุดเขาใหญ่

สำหรับเขาใหญ่มีจุดเด่นอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีจุดขายเรื่องอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษก็ได้แก่ ทอสคานา วัลเล่ย์ ของตระกูลเรืองกฤตยา

ควบคู่กันไปจะพบว่าทำเลเขาใหญ่เป็นตลาดสำคัญที่บิ๊กแบรนด์จากกรุงเทพฯ ให้ความสนใจเข้าไปพัฒนาโครงการอย่างหนาหูหนาตา อาทิ บมจ.แสนสิริ, บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค, บมจ.ณุศาสิริ, บมจ.แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC, กลุ่มชาญอิสสระ, กลุ่มนายณ์ เอสเตท และยังมีกลุ่มปิยะ อินเตอร์เนชั่นแนล ของตระกูลภิรมย์ภักดี

ความเคลื่อนไหวที่ฮือฮายังรวมถึง บมจ.ไรมอนแลนด์ ประกาศแผนร่วมทุนพันธมิตรการแพทย์ เปิดไฮเทค เฮลท์ แอนด์ เวลเนส ฮับ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท บนพื้นที่ 40 ไร่ ภายในโครงการทอสคาน่าฯ ประกอบไปด้วยศูนย์สุขภาพการเจริญพันธุ์ ศูนย์เวชศาสตร์การชะลอวัย

พัทยารออานิสงส์ EEC

ย้อนกลับมาดูตลาดเมืองพัทยา นับเป็นอีกทำเลที่ค่อนข้างชะลอตัว ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างขาย โดยโครงการเด่นคือ “แกรนด์ รีเจนท์ เฟส 3” จำนวน 15 หน่วย ราคา 18-30 ล้านบาท เพราะทำเลอยู่ติดโรงเรียนนานาชาติ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ชาวต่างชาติ

ขณะเดียวกัน มีดีเวลอปเปอร์ข้ามห้วยมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ “บริษัท พงษ์พิทยา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด” พัฒนาวิลล่าแบรนด์ “แกรนด์ วาลเลย์ พัทยา” ทำเลสัตหีบ ใกล้เขาชีจรรย์ มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มครอบครัว ปัจจุบันมียอดขายเกิน 50%

ทั้งนี้ ตลาดพัทยามีศักยภาพสูงเพราะอยู่ในพื้นที่ EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ปัจจุบันมีการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดบ้านตากอากาศต้องรอจังหวะลงทุนรอบใหม่เพื่อรองรับดีมานด์ในอนาคต

แสนสิริบุกหัวหิน “ลา ฮาบานา”

นายปิติ จารุกำจร รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์โครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริเปิดตัวโครงการน้องใหม่แบรนด์ “ลา ฮาบานา” รายละเอียดเป็นคอนโดฯสไตล์ซิตี้รีสอร์ต สูง 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 652 ยูนิต บนพื้นที่ 6 ไร่ ใกล้ทะเล 250 เมตร สระว่ายน้ำพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร สวนส่วนกลาง 4,000 ตารางเมตร ตั้งเป้าขายลูกค้าต่างชาติ 45% คนไทย 55% ราคาเริ่ม 2.19 ล้านบาท

“ลา ฮาบานา ต่อยอดความสำเร็จที่มียอดขาย 90% ภายใน 2 เดือนของคอนโดฯลา กาซิต้าและปิดการขายไปแล้ว จึงมั่นใจว่าโครงการใหม่จะมีผลตอบรับที่ดีอีกเช่นเคย”

Previous articleเอาให้จบ! 25เม.ย.นัดสุดท้ายถกซี.พี.ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินตั้ง “อัยการสูงสุด” คุมหัวโต๊ะ
Next articleเหตุเหมืองหยกพม่าถล่ม คนงานกว่า 50 คนถูกฝังทั้งเป็น-จมบ่อโคลน