โตต่อเนื่อง! ช.การช่างกวาดรายได้ 3.1 หมื่นล้าน พร้อมสุดขีดประมูลเมกะโปรเจ็กต์

โตต่อเนื่อง! ช.การช่างกวาดรายได้ 3.1 หมื่นล้าน พร้อมสุดขีดประมูลเมกะโปรเจ็กต์ ลุ้นสร้างไฮสปีด-อีอีซี-ขยายสัมปทานทางด่วน

นางสาวสุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง (CK) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในปี 2561ที่ผ่านมา มีรายได้รวมอยู่ที่ 31,176 ล้านบาท ลดลงจากปี 2560 ที่มีรายได้รวม 37,730 ล้านบาท ประมาณ18% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 1,811 ล้านบาท ประมาณ 30% และมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit) อยู่ที่ 7.92%

@รายลดจากโครงการใหญ่ใกล้เสร็จ

“ที่รายได้รวมน้อยลง สืบเนื่องจากโครงการใหญ่ที่อยู่ในมือ กำลังเข้าสู่ช่วงปลายของโครงการ เช่น โครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่ประเทศลาว มูลค่าโครงการ 94,622 ล้านบาท ทำให้การรับรู้รายได้จากการก่อสร้างลดลง ส่วนอัตรากำไรเพิ่มขึ้น มาจากการลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและการเงินลง รวมไปถึงการมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการปรับบันทึกทางบัญชี ถือว่าทั้งรายได้้และกำไรยังน่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมาย”

สำหรับปี 2562 ตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 25,000 – 30,000 ล้านบาท เพราะอยู่ในระดับที่เหมาะสมและบริหารจัดการได้ง่าย อ้างอิงบนยอด backlog ที่มีในมือ ยังไม่รวมโครงการใหม่ที่จะเข้ามา และหากดูสถิติในปีที่ผ่านๆมา รายได้รวมของบริษัทก็จะเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท เสมอ ส่วนกำไรที่คาดการณ์ไว้สำหรับปีนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่น่าจอยู่ในระดับ 2,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) ที่มีกำไรสุทธิอยู่ในระดับดังกล่าวสม่ำเสมอ หรือประมาณ 8% ต่อปี

@รอรับรู้รายได้4.8หมื่นล้าน

ขณะที่ยอดรอรับรู้รายได้ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2561 อยู่ที่ 48,965 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างน้อย 1.5% ใน 2 ปี ซึ่งสัดส่วนของ Backlog 70% เป็นงานระบบรถไฟฟ้า 17% เป็นรถไฟทางคู่ 5% เป็นงานทางด่วนและถนน 4% เป็นงานด้านพลังงาน และอื่นๆเช่น ก่อสร้างอาคารอีก 2% จะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 25,000 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป

นอกจากนี้ ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (Tris Rating) ได้ปรับอันดับเครดิตจาก “A- Stable” เป็น “A Stable” ถือเป็นบริษัทก่อร้างเดียวของไทยที่ได้รับการปรับเครดิตมาอยู่ในอันดับนี้

@เตรียมส่งมอบ3โครงการในปีนี้

นางสาวสุภามาส กล่าวต่อว่า ในปี 2562 นี้มีโครงการที่อยู่ในมือของช.การช่างที่พร้อมจะส่งมอบโครงการอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น ระยะทาง187 กม. เงินลงทุน 23,430 ล้านบาท ตามสัญญาก่อสร้างคืบหน้าอยู่ที่ 59% แต่จริงๆแล้วก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อยทั้งหมด ซึ่งเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา พลเอกระยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเปิดสถานีขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว

2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง หัวลำโพง – หลักสอง และเตาปูน – ท่าพระ ระยะทางรวม 27 กม.อยู่ระหว่างทดสอบเดินรถระบบ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งรับเหมารถไฟขบวนใหม่ 1 ขบวน เป็นรถจากบริษัทซีเมนส์ ผลิตในโรงงานที่ประเทศเยอรมนี ก่อนจะส่งประกอบที่ประเทศออสเตรีย สำหรับงบจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าใหม่ทั้ง 35 ขบวน เงินลลงทุนรวมงานระบบอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท

“หลังรับมอบแล้ว 1 ขบวนในเดือนเม.ย. ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ช่วงเดือนเม.ย.-ก.ค.จะเป็นช่วงของการทดสอบระบบ (System Intergration Test) โดยในเดือนก.ค.นี้จะรับมอบอีก 9 ขบวนรวมเป็น 10 ขบวน จากนั้นช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. จะเป็นช่วงของการทดลองเดินรถเสมือนจริง (Trial Running) ในช่วงนี้จะรับมอบรถเพิ่มอีก 6 ขบวน รวมเป็น 16 ขบวน ในเดือนก.ย.พร้อมไปกับการเปิดให้บริการช่วงหัวลำโพง – หลักสอง และจะรับมอบอีก 19 ขบวนที่เหลือในเดือนก.พ.2563 ก่อนที่ช่วงเตาปูน – ท่าพระ จะเปิดให้บริการได้ในเดือนมี.ค. 2563”

และ 3. โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรี ที่ประเทศลาว คาดว่าจะส่งมอบได้ภายในเดือนนี้ และจะเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ประมาณไตรมาสที่4 ของปีนี้

@อัพเดทไฮสปีด 3 สนามบิน – สัมปทานทางด่วน

ด้านโครงการที่ยังอยู่ระหว่างรอความคืบหน้าอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท อยู่ระหว่างการตรวจร่างสัญญาของอัยการสูงสุด คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้วันที่ 28 พ.ค.นี้ และจงนามในสัญญาได้ไม่เกินวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ส่วนการแบ่งงานกับซี.พี.จะต้องพูดคุยกันอีกที

“ส่วนการยื่นซื้อซองประมูลโครงการพัฒนาที่ดินแปลง A ติดสถานีกลางบางซื่อ 35 ไร่ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาทนั้น ก็เป็นทดลองซื้อซองดู อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบโครงการ ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยื่นประมูลด้วยหรือไม่”

ขณะที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าโครงการ 290,000 ล้านบาท ช.การชางเข้าไปร่วมกับกลุ่มซี.พี.ในนามกลุ่มกิจการค้าร่วมบริษัทธนโฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร ที่เข้าไปร่วมเนื่องจากโครงการมีมูลค่าก่อสร้างประมาณ 80,000-90,000 ล้านบาท ประกอบกับเคยมีประสบการณ์ในการก่อสร้างสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิมาก่อนหน้านี้

ด้านการเจรจาข้อพิพาทกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) โดยการขยายอายุสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 จะสิ้นสุดวันที่ 28ก.พ. 2563 ออกไป 37 ปี แลกกกับค่าชดเชยรวมประมาณ 137,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ.เสนอครม.อนุมัติ

@ไม่หวั่นการเมืองกระทบ ชี้คสช.ยังอำนาจเต็ม

นางสาวสุภามาส กล่าวอีกว่า ความเสี่ยงทางการเมืองจากการที่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้นั้น ตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงว่า รัฐบาลนี้ยังมีอำนาจเต็มและโครงการลงทุนที่ต้องผ่านครม.ก็ยังสามารถพิจารณาได้ แถมหลายโครงการก็อยู่ในกระบวนการแล้ว เช่น ประกาศทีโออาร์ ประกวดราคาแล้ว ก็น่าจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป และคาดว่าจะยังมีโครงการอออกมาอีกมากในปีนี้ ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะทำให้โครงการล่าช้าออกไปก็น่าจะไม่มี

Previous articleงานเทศกาลสีสันบอลลูนนานาชาติ@หาดใหญ่ วันที่ 10-12 พฤษภาคม 2562 ณ สนามกีฬาจิระนคร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
Next articleครอบครัวสตาร์ก Game of Thrones ภาพสะท้อนสังคมชายเป็นใหญ่ในยุคกลาง