AWC ยื่นไฟลิ่งรีเทิร์นเข้าตลาด เขย่าพอร์ตธุรกิจโรงแรม-รีเทลแสนล้าน

AWC ยื่นไฟลิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยับพอร์ตแสนล้านธุรกิจโรงแรม-รีเทลใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจ ชูจุดเด่นพัฒนาบนที่ดินกรรมสิทธิ์ 90% บนพื้นที่รวม 500,000 ตร.ม. พร้อมลุยเดินหน้า
พัฒนาโครงการเพิ่มทันที 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) เรียบร้อยแล้ว โดยทรัพย์สินที่ AWC ถือครองกว่า 90% จากทั้งหมด 500,000 ตารางเมตร เป็นทรัพย์สินที่บริษัทถือครองกรรมสิทธิ์ (freehold) และอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินของ AWC จัดอยู่ในกลุ่มไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและบริการ ซึ่งสร้างรายได้กว่า 60% ให้กับบริษัท ทั้งหมดบริหารงานโดยกลุ่มผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ อาทิ แมริออท, ฮิลตัน, เชอราตัน, บันยันทรี, อะ ลักซ์ซูรี คอลเลคชั่น โฮเทล, โอกุระ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนโรงแรมทั้งหมดกว่า 15 โรงแรม มีโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง คิดเป็นจำนวนกว่า 3,432 ห้อง กำลังพัฒนาอีก 5 แห่ง คิดเป็น 1,528 ห้อง รวมทั้งหมด 4,960 ห้อง

โดย AWC แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ MICE, leisure, family และ business ทั้งนี้ โรงแรมที่ AWC ถือกรรมสิทธิ์อยู่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 80% และนอกจากโครงการที่ดำเนินการอยู่ ยังมีอีก 12 โครงการที่เตรียมทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี ทำให้บริษัทมีจำนวนห้องสะสมกว่า 8,000 ห้อง

กลุ่มต่อมา คือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (retail and commercial building) ซึ่งสร้างรายได้กว่า 40% ให้บริษัท ประกอบด้วย กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบการค้า(retailing and wholesale) อาทิ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์ แอท บางซื่อ, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, ตะวันนา บางกะปิ ฯลฯ อีกกลุ่ม คือ กลุ่มอาคารสำนักงาน ซึ่ง AWC ถือครองอยู่ 4 แห่ง อาทิ เอ็มไพร์ทาวเวอร์ แอทธินีทาวเวอร์ ฯลฯ มีพื้นที่เช่า 270,000 ตารางเมตร

“เรานำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯเพราะต้องการยกระดับระบบบริหารที่มีธรรมาภิบาล พร้อมปรับระบบการทำงานจากธุรกิจครอบครัวให้เป็นสากล”

ทั้งนี้ ใน 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559-2561 บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15% โดยมีรายได้ในปี 2559 ที่ 9,411 ล้านบาท ก่อนจะขยับเป็น 11,207 ล้านบาทในปี 2560 และ 12,415 ล้านบาทในปี 2561 และเชื่อว่าการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้เร็วกว่าในอดีต

ถือเป็นการจัดพอร์ตและนำสินทรัพย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพอร์ตโรงแรม และอาคารให้เช่าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯรอบใหม่ หลังจากเมื่อปี 2560 เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดีได้ใช้เงินกว่า 8 หมื่นล้าน ซื้อคืน 3 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

Previous article“41 ส.ส.หุ้นสื่อ” สายรัฐบาล ติดรากแห อนาคตใหม่ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา
Next article“บิ๊กตู่” สั่ง สทนช. ผนึก40หน่วยงานรับมือน้ำฝน ลุ้น 18 มิ.ย. ครม.เคาะแผนทรัพยากรแห่งชาติ20ปี