BEM มั่นใจได้ขยายสัมปทาน 3 ทางด่วนถึง ต.ค.ปี’78 แลกยุติค่าเบี้ยวแสนล้าน

BEM มั่นใจได้ขยายสัมปทาน 3 ทางด่วนถึง ต.ค.ปี’78 แลกยุติค่าเบี้ยวแสนล้าน

หลังจากเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ชดเชยรายได้ ช่วงปี 2542-2543 ให้กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) บริษัทลูกของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM)

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทางแข่งขันกรณีก่อสร้าง ดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายจากอนุสรณ์สถาน-รังสิต มูลค่ากว่า 4.3 พันล้านบาท ซึ่งคดีนี้จะมีผลต่อเนื่องจนจบสัมปทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ดในปี 2569

ส่งผลให้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ครม.มีมติให้ กทพ.เจรจายุติข้อพิพาทกับ BEM เพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐโดยเร็วที่สุด จนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 กทพ. และ BEM ได้บรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาท

โดย กทพ.จะแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนเพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน ABC ส่วน D และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ออกไปอีก 30 ปี และ BEM ต้องยุติข้อพิพาททั้งหมดกว่า 1.37 แสนล้านบาท และลงทุนก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) และแก้ปัญหาจุดตัดจราจรบนทางด่วนขั้นที่ 2 อีก 31,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาจราจร

ปัจจุบันการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแล (มาตรา 43) ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 และสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณา

นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร BEM เปิดเผยว่า ข้อพิพาทที่มีกับ กทพ.เป็นเรื่องเกิดมานานมากกว่า 25 ปี เกิดจากการที่ กทพ.ในอดีตทำผิดสัญญาทำให้บริษัทได้รับความเดือดร้อน ที่ผ่านมาได้พยายามเจรจากันมาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

BEM มั่นใจได้ขยายสัมปทาน 3 ทางด่วนถึง ต.ค.ปี’78 แลกยุติค่าเบี้ยวแสนล้าน

ทุกเรื่องเราชนะที่อนุญาโตตุลาการแล้ว แต่ กทพ.ก็ไม่ยอมรับจนเรื่องไปถึงชั้นศาลปกครอง ดอกเบี้ยก็วิ่งไปทุกวัน อย่างไรก็ตามครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะรัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหา ซึ่งทางบริษัทก็พร้อมร่วมมือเต็มที่ เชื่อว่าถ้าสู้คดีกันต่อ เราก็มีโอกาสชนะสูงมาก สุดท้ายเราชนะก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อประเทศชาติ รัฐก็เสียหาย ประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้ายุติได้ รัฐไม่เสียหาย ประชาชนได้ประโยชน์ เราได้รับการเยียวยาพอสมควรได้ทำธุรกิจต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับทุกฝ่าย

“ผลการเจรจาครั้งนี้ถือว่า เป็นประโยชน์ต่อรัฐ และ กทพ.เป็นอย่างมาก ถือว่าไม่มีความเสียหายใดเกิดขึ้น ส่วนประชาชนก็ได้ประโยชน์จากทางด่วนที่ดีขึ้น ค่าผ่านทางก็ไม่แพง ส่วนบริษัทก็ได้รับการชดเชยและได้ดำเนินธุรกิจที่มีความถนัดต่อไป ทุกฝ่ายจึงเชื่อมั่นว่าการขยายสัมปทานยุติข้อพิพาทครั้งนี้เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด”

นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร กล่าวเสริมว่า ข้อพิพาทที่มีระหว่างบริษัท กับ กทพ. จำนน 17 คดี เกิดจาก 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องผลกระทบจากทางแข่งขัน และเรื่องการไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา ซึ่งเรื่องทางแข่งขันมีผลกระทบกับสัญญาทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ตั้งแต่ปี 2542 จนสิ้นสุดสัญญาในปี 2569 มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 เท่ากับ 78,908 ล้านบาท

ขณะที่ข้อพิพาทการไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญาเรื่องนี้จะเกิดทุกๆ 5 ปี จนจบสัมปทานทั้ง 3 สัญญา มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 เท่ากับ 56,034 ล้านบาทเมื่อรวมกับเรื่องอื่นๆ มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 รวมเท่ากับ 137,517 ล้านบาท หาก กทพ.ต่อสู้ทุกคดีจนถึงที่สุด ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นร่วม 3 แสนล้านบาท เพราะสัญญาสัมปทานยังไม่จบ มีเงินต้น-ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกมาก

“ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นไม่ใช่ค่าโง่ เพราะไม่ได้เกิดจากการทำสัญญาที่ผิดพลาดหรือมีการทุจริตแต่อย่างใด สัญญาสัมปทานก็เป็นสัญญาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและเอกชน ทั้งเรื่องทางแข่งขันและการปรับค่าผ่านทางเป็นเรื่องสัญญาที่ตกลงกันไว้ รัฐอาจมีความจำเป็นและเหตุผลในการสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายไปรองรับเมืองที่จะขยายออกไป หรือเกรงว่าการขึ้นค่าผ่านทางจะกระทบประชาชน แต่เมื่อเกิดผลกระทบกับบริษัทแล้ว กทพ.ไม่ได้ชดเชยตามสัญญา ก็เกิดการผิดสัญญาขึ้นนำไปสู่การพิพาทในท้ายที่สุด กรณีเช่นนี้น่าจะถือเป็นค่าเบี้ยวมากกว่าค่าโง่ เพราะไม่มีใครโง่หรือฉลาดในเรื่องนี้”

นายพงษ์สฤษดิ์ เปิดเผยว่า ในการเจรจา กทพ.ขอนำข้อพิพาทเรื่องผลกระทบทางแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้วมาเจรจาเท่านั้น โดยมูลค่าข้อพิพาททั้งหมดระหว่าง กทพ.และ BEM ยุติกันที่ 58,873 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก ต่ำกว่ามูลค่าข้อพิพาทเรื่องทางแข่งขัน (ณ สิ้นปี2561) 78,908 ล้านบาท และต่ำกว่าเงินต้นของมูลค่าข้อพิพาทเรื่องทางแข่งขันจนจบสัมปทาน (ปี2569) ประมาณ 100,000 ล้านบาท

โดยถือว่าเรื่องอื่นๆ ที่ฟ้องร้องอยู่และจะเกิดขึ้นในอนาคตจนจบสัมปทานบริษัทยุติทั้งหมด ทั้งที่ในปัจจุบันมีหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เช่น คดีไม่ปรับค่าผ่านทาง ทางด่วนขั้นที่ 2 ปี 2546 และคดีชดเชยรายได้นับจากวันเปิดใช้งานพื้นที่ส่วนแรกของทางด่วนขั้นที่ 2

กทพ.จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน ABC ส่วน D และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ดออกไป สัญญาละ 30 ปีแทนการจ่ายเงิน ส่วนบริษัทมีหน้าที่ให้บริการและบำรุงรักษาทางด่วนเดิมทั้ง 3 สายทาง และแก้ไขปัญหาจราจรโดยลงทุนก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) จากงามวงศ์วานถึงพระราม 9 ระยะทาง 17 กิโลเมตร ก่อสร้างช่อง Bypass แก้จุดตัดจราจรบริเวณอโศก 2 จุด ขยายพื้นผิวจราจรบริเวณมักกะสันและพระราม 6 อีก 2 จุด รวมมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้จะไม่เก็บค่าผ่านทางการใช้ Double Deck เพิ่ม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และบริษัทต้องรับผิดชอบความเสี่ยงในรายได้จากปริมาณการใช้รถที่ต้องลดลงจากนโยบายส่งเสริมระบบขนส่งทางราง ของรัฐบาล โดยต้องแบ่งรายได้ให้ กทพ.ตามสัญญา

BEM มั่นใจได้ขยายสัมปทาน 3 ทางด่วนถึง ต.ค.ปี’78 แลกยุติค่าเบี้ยวแสนล้าน

แต่เนื่องจากการก่อสร้าง Double Deck ต้องรอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านความเห็นชอบก่อน กทพ.จึงแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดจะขยายสัญญา 3 ทางด่วนจนถึง ต.ค.2578 พร้อมกัน

ได้แก่ ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน ABC จะขยายเวลาสัมปทาน 15 ปี 8 เดือน จากวันที่ 1 มี.ค.2563-วันที่ 31 ต.ค.2578, ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D ได้ขยายระยะเวลา 7 ปี จากวันที่ 22 เม.ย.2570-วันที่ 31ต.ค.2578 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ได้ขยายระยะเวลา 8 ปี จากวันที่ 27 ก.ย.2569-วันที่ 31 ต.ค.2578

และส่วนที่ 2 จะลงนามต่อเมื่อการก่อสร้าง Double Deck หากได้รับอนุมัติโครงการจะขยายสัญญาทั้ง 3 โครงการออกไปจนครบ 30 ปี ซึ่ง กทพ.จะเป็นผู้รับผิดชอบในการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA ) ใน 2 ปี แต่ถ้ายังไม่ได้รับอนุมัติจะต้องเจรจากับ กทพ.ใหม่ เช่น ขยายเวลาทำ EIA ออกไป เป็นต้น

นายพงษ์สฤษดิ์กล่าวอีกว่า การเจรจายังมีเงื่อนไขอื่นๆ เช่น BEM ต้องจ้างพนักงาน กทพ.ต่อจนกว่าจะเกษียณอายุหรือหมดหน้าที่, ยกเลิกการได้รับสิทธิพิจารณาก่อนในการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนยกเว้นสิทธิตามสัญญาเดิม และ BEM มีสิทธิพัฒนาเฉพาะโครงสร้างทางด่วนที่ BEM บำรุงรักษาโดยจ่ายค่าเช่าให้กทพ.ตามอัตราที่ กทพ.กำหนด

BEM จะปรับระบบจัดเก็บค่าผ่านทางให้รองรับระบบตั๋วร่วม, ยกเลิกข้อสัญญาการชดเชยรายได้จากกรณีทางแข่งขัน, ยกเลิกการได้รับสิทธิพิจารณาก่อนในการดำเนินงานส่วนต่อขยาย ยกเว้นตามสิทธิตามสัญญาเดิมของส่วน D, BEM จะลงทุนก่อสร้างขยายช่องจราจรทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เมื่อมีการจราจรถึงตามที่กำหนดในสัญญา, BEM จะลงทุน 2,000 ล้านบาท ก่อสร้างทางขึ้น-ทางลงด่วนขั้นที่ 2 บริเวณสถานีกลางบางซื่อโดย กทพ.เป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและจะลดราคาค่าผ่านทางที่ด่านอาจณรงค์เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน

“บริษัทเชื่อว่า กทพ.และกระทรวงคมนาคมคงจะเร่งสรุปเรื่องนี้ เสนอ ครม.เพราะเป็นประโยชน์สูงสุด และผ่านความเห็นชอบของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนแล้ว และเป็นแนวทางทางออกดีที่สุดกว่าแนวทางอื่นแล้ว เพราะเราใช้เวลาเจรจากันมาตั้งแต่ ต.ค.ปีที่แล้ว ถึงขณะนี้จะ 1 ปีแล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ารัฐมีข้อเสนอใหม่ เช่น ตัดเรื่องการลงทุนทางด่วนชั้นที่ 2 ออก เพราะมองว่าอาจจะยังเป็นโครงการที่ยังไม่แน่ไม่นอนสูง โดยเปลี่ยนเป็นลดลงค่าผ่านทางแทน นายพงษ์สฤษดิ์กล่าวว่า คนละเรื่องกันเลย ซึ่งทางด่วนชั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการลงทุนและการจะเปลี่ยนเป็นการเจรจารูปแบบอื่นเป็นไปได้ยาก

และการที่กระทรวงคมนาคมมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้อีกก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการรีวิวเพื่อความรอบคอบ คงไม่ได้มารื้อการเจรจาใหม่ ซึ่งเราคิดว่าการสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 เป็นทางออกที่ดีเพราะพื้นที่จราจรบนทวงด่วนในเมืองมีข้อจำกัดและช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้ถึง 70-80% ปัจจุบันปริมาณการจราจรบนทางด่วนอยู่ที่ 1 ล้านเที่ยวคัน/วัน เพิ่มขึ้นปีละ 3-4%


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ