บีทีเอส-ซิโนไทยกอดคอสู้ “ทีมเจ้าสัว” ปิดดีลมอเตอร์เวย์-ชิงสัมปทานสายสีส้ม1.3แสนล.

เจรจาบีทีเอส-กัลฟ์-ซิโน-ไทย-ราชกรุ๊ป จบแล้ว รับงานระบบมอเตอร์เวย์ 2 สายใหม่ แลกค่าจ้าง 30 ปี วงเงิน 3.9 หมื่นล้าน กรมทางหลวงคาดเซ็นสัญญา ก.พ.-มี.ค.นี้ ลุ้น 28 ม.ค. ครม.อนุมัติลงทุน PPP 1 สัญญา รถไฟฟ้าสายสีส้ม “ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์” พ่วงสัมปทานเดินรถตลอดสาย 30 ปี มูลค่า 1.22 แสนล้าน ดีเดย์ มิ.ย.เปิดประมูล จับตาศึกแห่งศักดิ์ศรี ค่าย BTS ผนึกพันธมิตรเก่า ชิงเค้กแข่ง BEM-ช.การช่าง-ITD-ซี.พี.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกลุ่มกิจการร่วม BGSR ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ถือหุ้น 40%, บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ถือหุ้น 40%, บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ถือหุ้น 10% และ บมจ.ราช กรุ๊ป ถือหุ้น 10% ได้เป็นผู้ชนะประมูลติดตั้งและบริหารระบบเก็บเงิน (O&M) มอเตอร์เวย์ 2 สายทาง รูปแบบ PPP gorss cost 30 ปี วงเงิน 39,138 ล้านบาท โดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง 21,948 ล้านบาท แยกเป็นสายบางปะอิน-นครราชสีมา ขอรับผลตอบแทน 21,329 ล้านบาท และบางใหญ่-กาญจนบุรี ขอรับผลตอบแทน 17,809 ล้านบาท

เซ็นมอเตอร์เวย์ ก.พ.-มี.ค.นี้

ล่าสุดแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เจรจาต่อรองกับกลุ่ม BGSR เสร็จแล้วตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 กำลังร่างสัญญาส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดว่าในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2563 จะเซ็นสัญญาได้

“ผลเจรจาเงินลงทุนและผลตอบแทนยังเป็นตามเดิมที่เสนอ มีลดราคาเล็กน้อย จากการลดงานส่วนอนาคตและมีลดค่าปรับหากงานล่าช้าจาก 0.25% เหลือ 0.1%”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า แต่ที่เจรจานานเป็นเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยของเอกชนจะต้องกู้เงินมาลงทุน เนื่องจากจะต้องสอดคล้องกับแผนการส่งมอบพื้นที่ และการออกหนังสือให้เริ่มงานก่อสร้าง (NTP) ต้องกำหนดให้ชัด เพราะเอกชนต้องทำแผนการกู้เงินกับแบงก์ ตามแผนจะต้องสร้างให้เสร็จ 36 เดือน

ถ้าไม่สอดรับกันหรือล่าช้าอย่างสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ทำให้เอกชนมีต้นทุนการก่อสร้างและบริหารจัดการเพิ่ม เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในช่วงที่ต้องเตรียมความพร้อมทดสอบระบบ เช่น จ้างคน และดอกเบี้ยจะเดินทุกวัน หากเปิดบริการไม่ได้ตามแผน

กลางปีเข้าพื้นที่บางปะอิน-โคราช

ในเบื้องต้นสายบางปะอิน-นครราชสีมา พร้อมส่งมอบพื้นที่ให้เริ่มงานกลางปี 2563 ส่วนบางใหญ่-กาญจนบุรี เพิ่งได้รับเงินค่าเวนคืนเพื่อเดินหน้าก่อสร้าง คาดว่าในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 จะออกหนังสือให้เอกชนเริ่มงาน

“คณะกรรมการได้เปิดข้อเสนอซอง 3 ข้อเสนออื่น ๆ ที่กลุ่ม BGSR เสนอ มีเรื่องพื้นที่โฆษณาบนมอเตอร์เวย์ทั้ง 2 สาย และขอให้ได้รับพิจารณาเป็นรายแรกพัฒนาจุดพักรถ หรือ rest area และขอเปิดระบบเก็บเงินค่าผ่านขาออกเป็นแบบฟรีโฟลว์ แต่ยังไม่ได้พิจารณาเพราะต้องแก้กฎหมายอีก”

สำหรับการลงทุน มี 2 ระยะ ระยะที่ 1 เอกชนออกแบบ ลงทุนก่อสร้างงานระบบและอื่น ๆ โดยบางปะอิน-โคราช ลงทุน 7,965 ล้านบาท บางใหญ่-กาญจนบุรี 6,089 ล้านบาท ใช้เวลา 3 ปี และระยะที่ 2 จัดเก็บค่าผ่านทางและบำรุงรักษาตลอด 30 ปี จะได้รับผลตอบแทนไม่เกิน 39,138 ล้านบาท

“การที่เอกชนเสนอราคาได้ต่ำ เพราะแต่เป็นบริษัทใหญ่ มีเงินทุนหนา หาเงินกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นระบบฟรีโฟลว์ เลือกใช้ระบบของล็อกซเล่ย์ จีน ไต้หวัน จะใช้คนน้อยลง” แหล่งข่าวกล่าว

กัลฟ์จ่อลุยรถไฟฟ้าสายสีส้ม

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เปิดเผยว่า การลงทุนระบบมอเตอร์เวย์ผลการเจรจาจบหมดแล้ว รอเซ็นสัญญา ในเร็ว ๆ นี้ การที่บริษัทเข้าไปลงทุนเนื่องจากเป็นโครงการ PPP และมีความน่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ

“การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง หากโครงการเป็น public utility ที่รัฐสนับสนุนให้เข้าร่วมเพื่อทำให้เกิดการแข่งขันราคาที่ดีก็จะเข้าไปร่วมลงทุน ถามว่าจะร่วมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มด้วยหรือไม่นั้น เป็นงานก่อสร้างที่ค่อนข้างยาก เพราะต้องสร้างใต้ดิน ผ่านพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์”

ผนึก BTS-ซิโน-ไทย-ราชบุรี-จีน

แม้ว่าบอสใหญ่ GULF จะยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ในการเข้าประมูล PPP รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ แต่มีรายงานข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างเปิดเผยว่า มีความเคลื่อนไหวของ 2 กลุ่มใหญ่จะเข้าร่วมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม มีกลุ่มบีทีเอส โดยพันธมิตรที่จะร่วมทุนจะเป็นกลุ่มเดิม มีทั้ง บมจ.กัลฟ์ บมจ.ราชกรุ๊ป บมจ.ซิโน-ไทยฯ และอาจจะมีบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม เช่น บจ.ไชน่า ฮาร์เบอร์ จากประเทศจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 กับกัลฟ์ และ บจ.พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล

“สายสีส้มน่าจะเป็นการยื่นเสนอราคาต่อสู้ของ 2 กลุ่ม คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM ในเครือ ช.การช่าง ที่ได้สัมปทานสายสีน้ำเงินเป็นแกนกลางมีจุดเชื่อมกับสายสีส้มที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งมีกระแสข่าวออกมาว่าจะรวมกับ ซี.พี. อิตาเลียนไทย เข้าประมูล ส่วนกลุ่มบีทีเอสก็อยากได้เพื่อจะไปต่อยอดกับสายสีชมพูที่เชื่อมกับสีส้มที่สถานีมีนบุรี และสายสีเหลืองที่สถานีลำสาลี มีแนวโน้มจะแข่งขันกันสูงเหมือนกับงานระบบมอเตอร์เวย์ที่กลุ่มบีทีเอสเสนอราคาต่ำจนชนะ BEM”

ครม.เคาะ 1 สัญญา 28 ม.ค.นี้

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้จะมีการนำเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติโครงการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดประมูลภายในเดือน มิ.ย. 2563 นี้

“อยู่ระหว่างจัดวาระ โดยโครงการนี้จะเปิดประมูลสัญญาเดียว รูปแบบ PPP net cost ก่อสร้างช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ ระยะทาง 27 กม. และจัดหาระบบ ขบวนรถ บริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุง 30 ปี ตลอดสายบางขุนนนท์-มีนบุรี รวมระยะทาง 35.9 กม. มีวงเงินลงทุนรวมงานระบบ 122,041 ล้านบาท”

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส่งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ วงเงิน 122,041 ล้านบาท ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าจะเสนอครม. วันที่ 28 ม.ค.นี้

สาเหตุที่ สคร. เป็นผู้เสนอโครงการแทนกระทรวงคมนาคม เพราะเป็นโครงการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2556 โดยได้ตกลงเรื่องวงเงินและดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว จากเดิมสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เสนอความคิดในคณะทำงานมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้รัฐลงทุนเอง เพราะภาระดอกเบี้ยเงินกู้จะถูกกว่าเอกชนลงทุน

“ตอนหลังที่ประชุมมีความเห็นร่วมกัน แม้ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เอกชนได้รับจะสูง แต่สูงกว่ารัฐเล็กน้อยไม่ใช่สาระสำคัญ การที่รัฐรับภาระลงทุนเองก็มีความเสี่ยงจะเป็นภาระต่อระบบงบประมาณ เพราะรัฐต้องนำเงินไปใช้แก้ปัญหาในด้านอื่น เช่น เกษตร สาธารณสุข เป็นต้น ดังนั้นการให้เอกชนรับความเสี่ยงร่วมลงทุน PPP ตามที่อนุมัติไว้ ถือว่าดีอยู่แล้ว”

รัฐรับภาระดอกเบี้ย 4 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวเพิ่มเติมว่า สายสีส้มจะใช้โมเดลการลงทุนเหมือนสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) โดยรัฐจ่ายเงินลงทุนคืนเอกชนไม่เกินค่างานโยธา ซึ่งสายสีส้มอยู่ที่ 96,012 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 10 ปีหลังเปิดบริการ ซึ่งจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่วนเอกชนจะลงทุนงานระบบประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (บอร์ด PPP) แล้ว รอ ครม.อนุมัติโครงการเท่านั้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ