BTS ยื่นศาลปกครอง-องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นค้านเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลสายสีส้ม

BTS ยื่นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น จับตาประมูลสายสีส้ม 1.4 แสนล้าน กังขาเพิ่มเกณฑ์คัดเลือกใช้ดุลยพินิจอื้อทั้งเกณฑ์ราคา เพิ่มประเด็นราคาสมเหตุสมผล

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ก.ย. 2563 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) เดินทางมาที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เพื่อยื่นหนังสือให้ติดตามการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงินรวมงานอาณัติสัญญาณ 142,789 ล้านบาท

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ร่วมลงทุนใหม่โดยมีนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นผู้รับหนังสือ

ยื่นศาลปกครองกลับไปใช้ราคาตัดสิน

โดยนายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ในประเด็นนี้ BTSC ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไปเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคณะกรรมการตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ผ่านการคัดเลือก กลับไปใช้หลักเกณฑ์ด้านราคาตามเดิม ซึ่งอยู่ระหว่างรอศาลนัดหมายไต่สวนตามกระบวนการกฎหมาย

คาดว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาก่อนวันกำหนดยื่นซองประมูล คือวันที่ 6 พ.ย.นี้ ซึ่ง BTSC มองว่าหลักเกณฑ์ตัดสินที่ราคาเป็นหลักเกณฑ์ที่มีความโปร่งใสอยู่แล้ว

กังขาเกณฑ์ราคา-เทคนิคใหม่

และการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งเป็นด้านการเงิน 70% และเทคนิค 30% ก็มีความไม่ชอบมาพากล เพราะเมื่อดูไส้ในทีโออาร์แล้ว เป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการมาตรา 36 มากเกินไป แถมการเปลี่ยนหลักเกณฑ์เกิดขึ้นภายหลังจากการซื้อซองทีโออาร์ ทำให้เห็นคู่ชกก่อนจะขึ้นเวที เกิดความได้เปรียบเทียบขึ้น

ซักราคาสมเหตุสมผลคืออะไร

อีกทั้งเมื่อดูรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงพบว่า ในสัดส่วนการตัดสินด้านการเงิน 70% มีการแบ่งการให้คะแนนเป็นราคาที่ดีที่สุด 60% และราคาที่สมเหตุสมผลอีก 10% ซึ่งการใช้คำว่า “สมเหตุสมผล” ไม่ทราบว่าคณะกรรมการตามมาตรา 36 จะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณาว่าราคาใดสมเหตุสมผลหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ยื่นข้อเสนอไม่มีรายละเอียดตรงนี้เลย และในโครงการอื่นๆ ไม่มีการเอาราคาสมเหตุสมผลมาเป็นหลักเกณฑ์พิจารณาแต่อย่างใด

อุโมงค์ลอดแม่น้ำ

ขณะที่การนำหลักเกณฑ์ด้านเทคนิคเข้ามาเพิ่ม 30% นั้น มีการกำหนดเรื่องของการมีประสบการณ์เพิ่มว่า ต้องเคยก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่งมี 3 บริษัทที่มีประสบการณ์โดยหนึ่งในนั้นมี บมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ที่มีประสบการณ์ แต่ภายหลังทราบมาว่ามีการพูดกันว่า ต้องเคยทำอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ทำให้เหลือเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ที่เคยมีประสบการณ์ทางอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การหาพันธมิตรที่มีประสบการณ์เป็นไปได้ยาก เพราะตามทีโออาร์ให้หาพันธมิตรเฉพาะผู้ที่ยื่นซองทีโออาร์เท่านั้น

ข้องใจเปลี่ยนเกณฑ์ต้องยื่น ครม.ก่อน

ส่วนที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อ้างว่าการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสิทธิ์ของคณะกรรมการตามมาตรา 36 เท่าที่ตรวจสอบตามทีโออาร์พบว่าในข้อ 35.2 การจะสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียด รวมถึงการลดหรือขยายเวลาการคัดเลือกตามเอกสารแนะนำของผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของ รฟม. และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงสงสัยว่า การเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องมีการเสนอ ครม.ก่อนหรือไม่

“หากศาลปกครองมีคำสั่งเป็นไปในทางเดียวกับคณะกรรมการมาตรา 36 ทาง BTSC ก็ยังพร้อมที่จะยื่นซองประมูลโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยจะร่วมกับพันธมิตรเดิม ได้แก่ บมจ.ราชกรุ๊ป และ บมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น“

รฟม.ยันทำถูกกฎหมาย

ด้านนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่า รฟม. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้รับทราบถึงการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองของ BTSC แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอนัดไต่สวนและกำลังทำข้อมูลเพื่อซักค้านทาง BTCS โดยยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ได้

ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการพิจารณาทางศาลจะไม่ส่งผลกระทบกลับกำหนดยื่นซองในวันที่ 6 พ.ย.นี้ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ถือว่ากระบวนการคัดเลือกยังเป็นไปตามกำหนดเดิม

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ