คมนาคมสอน กทม. ตั้งกองทุนแก้ปมรถไฟฟ้าสีเขียว เทียบค่าตั๋วBTS-MRT

“คมนาคม” เปิดข้อมูลสอน “กทม.” ขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่ต้องต่อสัญญา 30 ปี แนะตั้งกองทุนรวมคล้าย TFF ระดมทุนจ่ายหนี้ 9.3 หมื่นล้านแทนโยนภาระให้เอกชน เปิด PPP Gross Cost แบบสายสีม่วง ชี้เหลือเงินเข้ารัฐกว่า 4 แสนล้าน ยันค่าโดยสาร BTS แพงกว่า MRT ถึง 4,600 บาท/ปี/คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร มีมติไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2563 ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าการต่อสัญญาสัมปทานดังกล่าวประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่สามารถให้เหตุผลที่เพียงพอได้ใน 3 ประเด็น

ได้แก่ 1.ค่าโดยสารสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 65 บาท มีราคาแพงเกินไป ควรกำหนดไว้ที่ 45 บาท เพราะรถไฟฟ้าสายนี้ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว

2.การใช้เหตุผลว่าต้องให้เอกชนแบกหนี้กว่า 107,000 ล้านบาท แทน กทม.ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากกระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันและหาแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้ เพราะรถไฟฟ้าเป็นบริการสาธารณะ ภาวะขาดทุนถือเป็นเรื่องปกติ

และ 3.การต่อสัญญาดังกล่าว มีลักษณะแก้ไขในส่วนสาระสำคัญทั้งที่สัมปทานยังไม่หมดอายุ ทำให้เกิดสัญญาใหม่ซ้อนสัญญาเก่าขึ้น

คมนาคมเปิดข้อมูลดีเบต

แหล่งข่าวจากรัฐสภาเปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการคมนาคม กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางการบริหารโครงการไว้ โดยมีการคำนวณภาระหนี้สินของ กทม.ว่า ณ ปี 2563 กทม.จะมีภาระหนี้สินรวม 53,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย 45,000 ล้านบาท และค่าจ้างเดินรถ 8,000 ล้านบาท

และมีการคาดคะเนไว้ว่า เมื่อสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 หนี้สินจะเพิ่มขึ้นเป็น 93,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย 45,000 ล้านบาท และค่าจ้างเดินรถ 48,000 ล้านบาท (คำนวณค่าจ้างเดินรถระหว่างปี 2563-2572) โดยหนี้สินดังกล่าวยังไม่รวมดอกเบี้ยและการหักรายได้ที่ได้รับจากส่วนต่อขยาย

แนะตั้งกองทุนคล้าย TFF แบกหนี้-จ้างเดินรถ

แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเงินมี 2 แนวทางคือ รัฐจัดสรรงบประมาณชำระหนี้ทั้งหมด 93,000 ล้านบาท แล้วหลังปี 2572 ที่สัมปทานหมดอายุลง จึงนำโครงการทั้งหมดมาเปิดประมูลใหม่แบบ PPP Gross Cost แบบเดียวกับสายสีม่วง หรือ รัฐตั้งกองทุนระดมเงินจากรายได้ในอนาคตมาจ่ายหนี้ให้ กทม. และค่าจ้างเดินรถถึงปี 2572 รูปแบบเหมือนกองทุนรวมไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (TFFIF) ที่มีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นผู้บริหารกองงทุน และเมื่อหมดสัญญาจึงนำมาประมูลใหม่แบบ PPP Gross Cost

ซึ่งกระทรวงคมนาคมเห็นว่าแนวที่ 2 สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เพราะในสัญญาจ้างเดินรถเดิมที่จะหมดลงในปี 2585 มีการคำนวณไว้ว่า เมื่อสัญญาสัมปทานหลักหมดอายุลงใน 2572 ในระหว่างปี 2573-2585 จะมีรายได้สุทธิที่เหลือระหว่างปี 2573-2585 ถึง 196,000 ล้านบาท เมื่อหักเงินปันผล 5% ให้ผู้ถือกองทุน 9,800 ล้านบาท และชำระหนี้ให้ กทม.ในช่วงเวลาดังกล่าวรวม 76,000 ล้านบาท จะมีเงินเหลือเป็นรายได้เข้ารัฐถึง 110,200 ล้านบาท

และเมื่อสัญญาจ้างเดินรถหมดลงในปี 2585 ช่วงปี 2586-2602 ซึ่งจะใช้กองทุนรวมเป็นหลักในการบริหารโครงการและจ้างเดินรถแล้วนั้น คาดว่าจะมีรายได้รวม 414,000 ล้านบาท เมื่อหักค่าจ้างเดินรถแบบ PPP Gross Cost แล้ว จะเหลือเงินนำส่งรัฐถึง 270,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ทั้งนี้ การจ้างเดินรถควรใช้ช่องทางการประมูลให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน ซึ่งน่าจะได้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเจรจาในปัจจุบันด้วย

ซัดบีทีเอสแพงกว่า MRT 4.6 พันบาท/ปี

ขณะที่การแก้ปัญหาด้านค่าโดยสาร กระทรวงคมนาคมสรุปปัญหาว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยของรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีราคาแพงกว่ารถไฟฟ้าที่ดำเนินการโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถึง 7 บาท/วัน หากคิดเป็นการเดินทางใน 1 วัน (ไป-กลับ) จะแพงกว่าถึง 14 บาท/วัน ตกปีละประมาณ 4,620 บาท/คน/วัน

โดยค่าโดยสารเฉลี่ย (4 สถานี)  รถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ที่ 30 บาท ขณะที่ของ รฟม.อยู่ที่ 23 บาทเท่านั้น และเมื่อหมดสัญญาสัมปทานในปี 2573 ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะเพิ่มเป็น 1.9 ล้านคน/เที่ยว จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชนสูงขึ้น 4,400 ล้านบาท/ปี

จี้ กทม.ขอข้อมูลเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก กทม.ยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหลายส่วน จึงขอให้ กทม.ส่งข้อมูลเพิ่มเติมอีก 9 ชุดมาด้วย เพื่อให้กระทรวงคมนาคม สามารถวิเคราะห์หาแนวทางการลดภาระค่าโดยสารได้อย่างแม่นยำ

สำหรับข้อมูลที่ยังขาดประกอบด้วย

  1. ปริมาณผู้โดยสาร อัตราและเกณฑ์การปรับค่าโดยสาร
  2. รายได้จากค่าโดยสารและการพัฒนาเชิงพาณิชย์
  3. มูลค่าการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าและส่วนที่เกี่ยวข้อง
  4. ต้นทุนการดำเนินงาน
  5. ค่าจ้างเดินรถ
  6. ผลตอบแทนการลงทุน
  7. ค่าใช้จ่ายด้านการเงินและส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ
  8. ร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหม่และสัญญาเดิมทั้งหมด
  9. ผลการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกรณีรัฐดำเนินการเอง กับกรณีให้เอกชนทำ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ