LPN กางแผนปี64 ตั้งเป้ายอดขาย 1 หมื่นล้าน วางยุทธศาสตร์ 3 ปี Turnaround ในปี 67

LPN วางยุทธศาสตร์ปี 2564-2567 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการเติบโตของรายได้ กำไร การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพของที่อยู่อาศัยและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อในทุกมิติ

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2564-2567) ให้เป็นปีของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรที่มีอัตราการเติบโตในด้านของรายได้ และความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูล (Big Data) มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Customer Insight) เพื่อการพัฒนาทั้งบ้านพักอาศัย และอาคารชุดพักอาศัย ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติในระดับราคาที่เหมาะสม (Affordable Price) สำหรับผู้ซื้อในทุกกลุ่มภายใต้แนวคิด “ความพอดีที่ดีกว่า : The Better Balance”

“เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ปี 2564 เป็นปีที่เรา ปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization)  จากโครงสร้างการทำงานตามหน้าที่(Functional Organization) สู่การบริหารงานในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (Business Unit) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Digital Transform) เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน เพื่อยกระดับการบริหารประสบการณ์ลูกค้า ผ่านแพลตฟอร์มที่สร้างเครือข่ายงานบริหารทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีของการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2565-2567 โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 16,000 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่เราเคยทำได้ในปี 2558
หลังจากที่เราก้าวข้ามผ่านความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในปี 2563 สามารถรักษาความสามารถในการสร้างรายได้และกำไร ไว้ได้ในอัตราที่เหมาะสมถึงแม้จะเผชิญกับการแพร่ระบาด COVID-19 ที่ทำให้ทุกภาคธุรกิจต้องปรับตัวรวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” นายโอภาส กล่าว

ปี 2564 นอกจากปรับโครงสร้างขององค์กรแล้ว บริษัทได้กำหนดแผนในการทำธุรกิจโดยมุ่งให้ทุกหน่วยธุรกิจ “เพิ่มรายได้และบริหารต้นทุน” โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1.การรุกตลาดบ้านพักอาศัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในปัจจุบัน 2.ขยายฐานรายได้จากภาคธุรกิจบริการ 3.บริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับกับความเสี่ยงทางธุรกิจ และ 4.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่

รายละเอียดมีดังนี้ 1.การรุกตลาดบ้านพักอาศัย ปี 2564 บริษัทเน้นการเปิดตัวโครงการบ้านแนวราบเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเรียลดีมานด์ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวใหม่ 6 โครงการ มูลค่า 5,500 ล้านบาท บ้านเดี่ยวสำหรับตลาดพรีเมี่ยมราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “บ้าน 365” 1-2 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาทเน้นทำเลใจกลางเมืองในพื้นที่ขนาดเล็ก แต่มีความเป็นส่วนตัวสูงภายใต้แนวคิด “Private Resident” ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในกลุ่มนี้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองและมีความเป็นส่วนตัว

แบรนด์ “บ้านลุมพินี ทาวน์เพลส” และ “บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์” ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท 3-5 โครงการ มูลค่า  2,500 ล้านบาท โดยออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้างที่สามารถจอดรถได้ 3 คัน เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว

บริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้บ้านแนวราบจาก 20% ในปี 2563 เป็น 30% ในปี 2564 และเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2567

ในขณะเดียวกันบริษัทยังคงรักษารายได้คอนโดมิเนียมในปี 2564 ให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าปี 2563 โดยวางแผนเปิดตัวใหม่ 2-3 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยเปิดตัวโครงการแรกในไตรมาส 2/64

2.ขยายฐานรายได้จากงานบริการ บริษัทรุกขยายฐานรายได้จากงานบริการเพิ่มขึ้นจากฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่นอกเหนือจากของ LPN โดยมีการนำแพลตฟอร์มธุรกิจ (Business Platform) สร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจบริการภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือทั้ง บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด (LPC) บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่นส์ จำกัด (LSS)

โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนของงานบริการเติบโตไม่น้อยกว่า 20%  ในปี 2564  เทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้จากงานบริการและธุรกิจให้เช่าที่ 1,361 ล้านบาท

3.การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน ปี 2564 บริษัทชะลอแผนซื้อที่ดินใหม่เนื่องจากมีที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในปี 2563 ทั้งสิ้น 6-8 แปลง สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอาคารชุดรองรับแผนลงทุนในปี 2564 ประกอบกับปัจจุบันมีอาคารชุดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและสต๊อกสร้างเสร็จพร้อมขายรองรับกับการเติบโตของธุรกิจได้ต่อเนื่องในปี 2564-2567 จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อที่ดินใหม่ ทำให้บริษัทสามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัทให้สามารถที่จะรองรับกับแผนการลงทุนในด้านอื่นๆ หรือสามารถที่จะรองรับกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความไม่แน่นอนของการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19

ในขณะเดียวกันบริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืนในปี 2564 จำนวน 2,000 ล้านบาท และเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบซึ่งตั้งวงเงินไว้ 4,000 ล้านบาทในปี 2564 โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ในสัดส่วนไม่เกิน 1:1 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท

4.การสร้างรายได้และ Backlog จากทรัพย์สินที่มีอยู่ ในปี 2564 บริษัทมีแผนที่จะนำเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น อาคารชุดสร้างเสร็จรอขายนำมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้และรวมถึงการสร้าง Backlog เพื่อขายในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนนำแลนด์แบงก์บางส่วนมาพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินในมือ หลังจากดำเนินการไปแล้วในปี 2563 สามารถทำรายได้เติบโตในส่วนนี้ได้ถึง 30%

จาก 4 ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจในปี 2564 นายโอภาส กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ไม่น้อยกว่าปี 2563 มาจากบ้านแนวราบ 30% คอนโดฯ 70% ของรายได้รวม และรายได้ธุรกิจบริการและการเช่าเติบโต 20% ตั้งเป้ามียอดพรีเซล 10,000 ล้านบาท ในปี 2564 ใกล้เคียงกับปี 2563 ที่มีรายได้จากการขายและบริการ 7,362 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 734 ล้านบาท

ณ สิ้นปี 2563 มียอดขายรอโอน (Backlog) 2,200 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2564 และมีสินค้าคงเหลือที่พร้อมขาย 11,000 ล้านบาท

“เรามั่นใจว่าหลังจากที่ผ่านวิกฤติ COVID-19 ในปี 2563 มาแล้ว เราได้เรียนรู้จากทุกวิกฤติที่ผ่านมาตลอดเวลา 32 ปี ทำให้เรามีความแข็งแกร่งและความพร้อมที่เราจะเติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้” นายโอภาส กล่าว