SISB ฟอร์มดี! ปักหมุดปี’66 รายได้โต 20%

ขานรับจีนเปิด ปท.-ดันจำนวนนักเรียนใหม่เพิ่ม เล็งเปิดโรงเรียนสาขาอีก 2 แห่ง หนุนอนาคตโตโดดเด่น
บมจ.เอสไอเอสบี (SISB) เปิดแผนธุรกิจปี’66 ตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อน อานิสงส์จากการกลับมาเปิดสถานศึกษาได้ตามปกติ มีจำนวนนักเรียนใหม่ทั้งในและต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง ฟากซีอีโอ “ยิว ฮอค โคว” ระบุหลังจากจีนเปิดประเทศส่งผลให้มีจำนวนนักเรียนใหม่ทยอยเข้ามาอย่างคึกคัก เผยในปี 2566 เตรียมเปิดรับนักเรียนเพิ่ม พร้อมเปิดโรงเรียนสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง สนับสนุนผลงานปีนี้เติบโตโดดเด่น

นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตระดับไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ๆ มาจากโรงเรียนกลับมาทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ ทำให้สามารถรับรู้รายได้จากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เข้ามามากขึ้น

รวมทั้งจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจากการเปิดสาขาอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์นนทบุรี และโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ระยอง ซึ่งการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้บริการการศึกษาได้ในเดือนสิงหาคม ปี 2566 สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นเป็นผู้ให้บริการการศึกษาคุณภาพชั้นนำที่ทุกคนเข้าถึงได้

“การที่จีนเปิดประเทศ เชื่อมั่นว่าจะมีนักเรียนที่จะทยอยเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ เริ่มตั้งแต่ช่วงมกราคม 2566 นี้ โดยก่อนหน้านี้ SISB ได้มีจัดกิจกรรม open house สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ปกครอง ได้เห็นถึงจุดเด่นของคุณภาพการศึกษาของ SISB โดยที่ผ่านมานักเรียนของ SISB ได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีขื่อเสียงทั้งไทยและต่างประเทศ ทั้งจากประเทศในภูมิภาคยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และ เอเชีย ซึ่งล้วนเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่อยู่ในระดับ Top 50 Universities ทั้งสิ้น ผู้ปกครองจึงให้ความสนใจในการที่จะให้บุตรหลานเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าในอนาคตสัดส่วนของนักเรียนจีนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ”


ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีจำนวนนักเรียนรวมแตะระดับ 3,700 คน ภายในปี 2566 เนื่องจากจำนวนนักเรียนใหม่ทั้งในและต่างประเทศมีจำนวนมากขึ้น และมีสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ บริษัทมีแผนขยายโรงเรียนนานาชาติไปในทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถเข้าถึงโรงเรียนนานาชาติของกลุ่มบริษัทได้มากขึ้น