เปิดใจปลัดมหาดไทย เดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินให้ชาวบ้านลั่นมุ่งแก้ไขในสิ่งผิด บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยเรื่องสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการ คืองานเชิงระบบ หลังจากมีการพูดคุยกันกับในระดับผู้บริหารของกรมที่ดิน เรามีความเชื่อมั่นในการวางแนวทางเรื่อง “แก้ไขในสิ่งผิด” โดยที่เราตั้งใจจะกลับคืนสู่สิ่งถูกต้องแก่ประชาชน นั่นคือเรื่องปัญหาที่ดินของรัฐทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้าน โดยที่เราตั้งเป้ามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับที่ดินของชาวบ้านที่ถูกต้องที่เขาอยู่มาเก่าก่อน แต่ที่ดินของรัฐ เช่น ของกรมป่าไม้ ป่าสงวน ที่อุทยาน ที่ สปก. ที่ธนารักษ์ มาออกกฎหมายยุคหลัง หมายความว่าที่ของหลวงออกกฎหมายขึ้นมาทีหลังแล้วไปทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านไม่ผิดในเชิงข้อเท็จจริงแต่เขากลับต้องผิดในแง่ข้อกฎหมาย เพราะเขาทำมาหากินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด แต่วันดีคืนดีรัฐบาลออกกฎหมายป่าสงวนขึ้นมาปรากฏว่าแผนที่ข้างท้ายกฎหมายดันไปครอบคลุมเอาที่ของชาวบ้านเข้าไปด้วย กรณีแบบนี้ในประเทศเรามีอยู่เยอะมาก

พวกเราเลยตกผลึกกันว่า สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบ AI ระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจำแนกที่ดินของชาวบ้านออกจากที่ดินของรัฐได้เพราะเรามีฐานข้อมูล ที่เป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเรียกว่า L 708 ตั้งแต่ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาบินสำรวจ ถ่ายให้เรา ต่อมายังมีแผนที่ภาพถ่ายอากาศรุ่นหลังๆ อีกจำนวนมากจวบจนถึงปัจจุบัน ที่จัดทำโดยกรมที่ดินบ้างหรือทางฝ่ายกองทัพโดยกรมแผนที่ทหาร หรือกรมทรัพยากรธรรมชาติบ้าง เรามีอยู่แต่เราไม่เคยเอาฐานข้อมูลที่มีอยู่เหล่านี้มาช่วยดำเนินการแก้ไขในสิ่งผิด ทางกระทรวงมหาดไทยได้รับความกรุณาจากนักคอมพิวเตอร์-ไอทีจิตอาสามาช่วยทำให้จบแล้วได้นำเสนอต่อ ผู้อำนวยสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) ซึ่งท่านผู้อำนวยการ ป.ย.ป.ได้นำทีมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนท่านได้ยกนิ้วให้กับการทำงานในประเด็นนี้ ว่าเป็นเรื่องที่ดีมากและสมควรที่จะดำเนินการ

ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยเรา ได้ทำฐานข้อมูลครบถ้วนหมดแล้ว ขณะเดียวกันเรากำลังอยู่ระหว่างการแก้หลักเกณฑ์ในเรื่องของการออกเอกสารสิทธิ์ให้สามารถที่จะใช้หลักฐานที่เป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศในแต่ละปีมายืนยันได้ มีการยกร่างเรียบร้อยแล้วอยู่ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างกฎหมายและนำเสนอต่อรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งพอสิ่งเหล่านี้ดำเนินการครบถ้วนแล้วเสร็จ จะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี มีปัญหาความเดือดร้อนกรณีนี้เยอะมาก เราก็จะสามารถช่วยได้โดยที่ชาวบ้านไม่ผิด แต่ตอนนี้ชาวบ้านถูกลงโทษว่าเป็นคนผิดกฎหมายและยังมีที่อื่นๆ อีก เช่น ที่จังหวัดแพร่ จังหวัดตราด หรือพูดตามความเป็นจริงคือซึ่งแทบจะมีอยู่ในทุกจังหวัด แต่จะมากน้อยก็แตกต่างกันไป

ส่วนกลุ่มที่บุกรุกที่หลวงที่ชาวบ้านเป็นฝ่ายผิดเองตรงนี้เรายังไม่ได้ดำเนินการ ตอนนี้เราตีกรอบเร่งดำเนินการช่วยชาวบ้านที่ทำถูก แต่กฎหมายบอกว่าผิดเสียก่อน แล้วในส่วนนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกฎหมายแต่ละฉบับเป็นคนดำเนินการอยู่แล้ว เช่น ที่อุทยานเขามีกรมอุทยานดูแลอยู่ ป่าสงวนมีกรมป่าไม้ ที่ สปก. มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลอยู่ ซึ่งแน่นอนทุกจังหวัด ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะเป็นผู้ที่ต้องเป็นผู้เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วยในการปลดทุกข์ให้ชาวบ้าน

ปลัด มท. ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ผมได้รับมอบหมายจาก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีปล่อยคาราวานเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินผู้ปฏิบัติงานในโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่ กรมที่ดิน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการสำรวจออกโฉนดที่ดิน เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส อันส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย

ซึ่งที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนจำนวนมาก มีเสียงสะท้อนที่ปรารถนาให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมีการเดินสำรวจเยอะๆ เพราะปัจจุบันยังมีพี่น้องประชาชนที่ถือครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ประการต่อมาพวกเขาเกิดข้อกังวล ข้อห่วงใยว่าการเดินสำรวจออกโฉนดแบบทันทีนั้น จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการได้ และอาจจะนำไปสู่เรื่องของการเพิกถอนสิทธิ์หรือการต้องคืนสิทธิ์ คืนที่ดินกลับไปเป็นของหลวง ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้ พวกเราได้ช่วยกันนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่กรมที่ดินก็ได้รับรางวัลการันตีอย่างมากมายและต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของระบบการรังวัดด้วยดาวเทียม (RTK GNSS Network) หรือเรียกว่าระบบแผนที่ดาวเทียม ที่ประสบความสำเร็จในการนำมาใช้กับโครงการบอกดิน จนเป็นที่นิยมชมชอบของพี่น้องประชาชน เพราะสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก สามารถดูตำแหน่งที่ดินได้ บอกราคาประเมินที่ดินได้ผ่านโดยโทรศัพท์มือถือ ที่แสดงให้เห็นว่าเราก้าวหน้ามาก

นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์ยังระบุด้วยว่าแม้เรามีหน้าที่ต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ยังขาดเอกสารสิทธิ์ได้มีโอกาสที่ดีเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อมีที่ดินแล้ว ที่ดินก็จะกลายเป็นหลักทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีโอกาสได้ลงทุนหรือพัฒนา ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเกิดความกังวลระแวดระวัง กลัวว่าจะทำผิดกฎหมายเพราะตนเองครอบครองที่ดินไม่ชอบและต้องถูกดำเนินคดีหรือโดนเพิกถอนยึดคืน ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ “พวกเราชาวดินทุกคน” ต้องทำหน้าที่โดยยึดถือระเบียบกฎหมาย ทำให้ถูกต้อง ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง กรณีเป็นพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนห้ามตามกฎหมาย ต้องตรวจสอบให้ดี

หัวใจสำคัญในการทำหน้าที่ของพวกเราอีกประการคือการให้ความรู้ความเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาให้กับพี่ๆ น้องๆ ชาวดินที่ต้องไปทำงานภาคสนาม โดยถอดบทเรียนข้อสังเกตหรือปัญหาอุปสรรคหรือสิ่งที่เคยวางระเบียบหลักเกณฑ์ไว้โดยกรมที่ดินเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดสิ่งที่เป็นจุดอ่อน คือ ทำให้โครงการนี้ถูกยกเลิกไป เพราะโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เป็นโครงการที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ ชาวบ้านยังอยากเห็นโครงการนี้มีความกว้างขวางอย่างทั่วถึง และอยากให้เดินสำรวจเยอะๆ


ส่วนตัวผมจึงอยากเน้นย้ำทุกคนว่าภารกิจในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย ขอให้ทุกคนได้เชื่อมั่นว่า หากเราทำดีที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมดีด้วย จึงอยากเป็นกำลังใจและขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ เป็นที่รัก เข้าถึงหัวใจของพี่น้องประชาชนที่เราไปช่วยเหลือดำเนินการตามโครงการฯ นี้ และที่สำคัญที่สุด ขอให้ท่านอธิบดีกรมที่ดินได้ร่วมไม้ร่วมมือในการขยายผลให้โครงการฯ นี้ เกิดมรรคเกิดผลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ทำให้พี่น้องประชาชนทุกคน ทุกครอบครัว ได้รับสิ่งที่ดี ให้ประสบความสำเร็จเพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน