น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 91 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 91 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 91 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอด งานหัตถศิลป์หัตถกรรมมรดกอันทรงคุณค่าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและเพิ่มพูนความสุขที่ยั่งยืนของคนไทย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กล่าวถึงวาระอันเป็นมหามงคลสมัยแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 91 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2566 นี้ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ตลอดจนภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี อันได้แก่ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน น้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชเสาวนีย์ ตลอดจนหลักการทรงงานมาเป็นหลักชัยในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จนแตกดอกออกผล สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ฟื้นคืนชีวิต ต่อลมหายใจ และทำให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงสถาพรมาตราบจนถึงทุกวันนี้

“ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้มีโอกาสตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศมาหลายปี ได้แลเห็นพระวิริยอุตสาหะและพระราชศรัทธา ที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งทรงสอนเรื่องการทำงานให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระราชปณิธาน และได้ตั้งใจปฏิบัติงานที่ทรงมอบหมายมาอย่างสุดความสามารถ คือ งานด้านสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยเหลือทางด้านสวัสดิการครอบครัว และส่งเสริมอาชีพทางด้านหัตถกรรม เป็นต้น เพราะงานเพื่อประชาชนทั้งหลายมีความสำคัญเสมอกัน ย่อมต้องปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน จะละเว้นทางหนึ่งทางใดเสียมิได้”

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต 11 สิงหาคม 2530 สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ปวงชนชาวไทย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากพระราชดำรัสข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านส่งเสริมอาชีพเป็นที่ประจักษ์ชัดมาก ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงงานด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงงานเรื่องส่งเสริมอาชีพให้กับผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านที่ว่างเว้นจากการทำนา เกิดเป็น “ศิลปาชีพ” ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีรายได้เสริม ซึ่งพระองค์ทรงทำอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การจัดหาวัสดุทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งทรงขอให้ชาวบ้านทำขึ้นมาเถอะ เป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้จากชาวบ้าน โดยพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อน โดยทรงตรัสว่า “…ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมาก ๆ ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน…” จนเป็นที่มาของคำว่า “ขาดทุนคือกำไร” จากนั้นก็ทรงนำผลผลิตจากฝีไม้ลายมือของประชาชนมาจำหน่ายผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เงินก็กลับคืนไปสู่ชุมชน สู่ครอบครัว ซึ่งเงินที่กลับไปสู่ชุมชน สู่ครอบครัว สู่สตรีนั้น ก็คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลาน ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เจ็บป่วยก็ไปรักษาพยาบาล เงินก็ปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัยให้มีคุณภาพที่ดีมากขึ้น จากที่พระองค์ทรงงานด้วยความพระวิริยอุตสาหะ ทำให้สตรีไทยของเราหลายครอบครัวในแผ่นดินนี้ไม่ได้ยึดอาชีพเกษตรกรรมนำ แต่ในปัจจุบันยึดอาชีพทอผ้านำ จักสานนำ หัตถกรรมนำ

“จุดกำเนิดของพระราชปณิธานในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยนั้น เกิดจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในการเสด็จไปเยี่ยมเยียนพี่น้องคนไทยในทุกภูมิภาค ซึ่งได้ทรงเห็นว่าพสกนิกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก จึงได้ทรงนำเอาสิ่งที่ทอดพระเนตรเห็น นั่นคือ ผ้าทอที่พสกนิกรสวมใส่มารับเสด็จฯ ในแต่ละครั้ง ซึ่งมีความสวยงาม และมีลวดลายอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันตามภูมิสังคม วัฒนธรรมแต่ละถิ่น มาขับเคลื่อน ส่งเสริม เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2515 เป็นต้นมา ที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ก่อกำเนิดจัดตั้งขึ้นเป็น “ศูนย์ศิลปาชีพ” เพื่อที่จะนำเอางานหัตถศิลป์ หัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าไทยมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เกื้อกูลเงินรายได้ พร้อมทั้งทรงช่วยหาช่องทางจำหน่าย นำรายได้คืนสู่ครอบครัวของพสกนิกรผู้ทอผ้าในถิ่นต่าง ๆ “พระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งพวกเราในฐานะที่เป็นข้าราชการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มีโอกาสที่ดีและในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด ต้องเริ่มทำด้วยตัวท่านเอง ตามหลักการ “ผู้นำต้องทำก่อน” และรณรงค์ส่งเสริมให้หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ มวลสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด และภาคีเครือข่าย พี่น้องประชาชนในจังหวัด ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม รวมทั้งชาวต่างชาติ ได้มีโอกาสรู้จักผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ผ่านการพูดคุย บอกเล่า กิจกรรมรณรงค์ และการผลิตและเผยแพร่สื่อในลักษณะที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดกระแสความนิยมในการสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น”

นายสุทธิพงษ์ เผยว่า การขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ผ้าไทยจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของคนไทยทุกคน เพราะเป็นการแสดงความจงรักภักดีด้วยการปฏิบัติบูชาอย่างง่าย ด้วยการเลือกใช้เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของเครื่องใช้ที่ถักทอ ที่ผลิตจากผ้าไทย อันเป็นการสนองแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำในการฟื้นคืนชีวิตช่างทอผ้า ฟื้นคืนการอนุรักษ์ภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรมท้องถิ่น กระทั่งได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทรงขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้พระราชปณิธานที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญยิ่ง คือ การที่จะทำให้พี่น้องคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องผู้ที่ทุกข์ยากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้นำเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาผลิต มาถักทอเป็นผ้า เป็นงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม สร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เนื่องในวาระที่เป็นมงคลยิ่งของพวกเราชาวไทยทุกคน ในวันที่ 12 สิงหาคม 2566 นี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนได้ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยด้วยความอิ่มเอิบและซาบซึ้งใจ ทั้งการสวมใส่เป็นเครื่องนุ่งห่ม และการใช้สิ่งของที่ผลิตจากผ้าไทย ในทุกโอกาส ทุกวัน ทุกเวลา ดังโครงการตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทวีความเข้มข้น ทำให้สังคมโลกได้รับรู้รับทราบถึงเบื้องหลังแนวพระราชปณิธาน ที่พวกเราชาวไทยผู้เป็นพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีได้ซาบซึ้งคุณค่าของผ้าไทยและหวงแหนความเป็นไทยผ่านงานผ้าไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เพราะผ้าไทยทุกผืน ทุกชิ้นที่กว่าจะถักทอได้นั้น ต้องใช้น้ำพักน้ำแรงถักทอ สืบสานภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษคนไทยในแต่ละพื้นที่ เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยซึ่งเป็นผู้รักษาภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่คู่กับชาติไทยและโลกใบนี้ให้นานเท่านาน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงออกซึ่งความตั้งใจในการขับเคลื่อนพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกาย ด้วยแรงบันดาลพระทัย และพระสติปัญญาที่มุ่งมั่น ทรงเป็นผู้นำที่เป็นเหมือนธงชัยของพวกเราทุกคน ทำให้ผ้าไทยมีชีวิต มีลมหายใจ ทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าอยู่คู่กับลูกหลานไทยของเราตราบถึงทุกวันนี้และตราบนานเท่านาน และเพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทวีความสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ รวมทั้งส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสวมใส่ผ้าไทย ใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีส่วนประกอบจากผ้าไทยในทุกโอกาส ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของแต่ละจังหวัด เพื่อทำให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนไปช่วยเหลือเจือจุนช่างทอผ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา 12 สิงหาคม 2566 “พระแห่งแห่งแผ่นดิน”” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย