โฟร์โมสต์มอบนม 3 ล้านกล่องเพื่อเด็กไทย เผยปี 67 ต่อยอด CSR สู่ ESG

โฟร์โมสต์มอบนม 3 ล้านกล่องเพื่อเด็กไทย เผยปี 67 ต่อยอด CSR สู่ ESG

เพราะ ‘นม’ เป็นเครื่องดื่มที่มากมายไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ครบถ้วนสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มได้ทุกวัยโดยเฉพาะในวัยเด็กที่กำลังเติบโตและต้องการสารอาหารในนมมากที่สุด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่าย ‘นมโฟร์โมสต์’ ที่เติบโตคู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี  จึงได้จัดโครงการ ‘โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย’ ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อมอบนมกล่องให้เด็กและครอบครัวกลุ่มเปราะบางจำนวน 1 ล้านกล่องผ่านมูลนิธิกระจกเงา

น่ายินดีที่โครงการนี้ยังคงส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 3 โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า และผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวโฟร์โมสต์จิตอาสาที่ขอลงพื้นที่ไปส่งมอบนมบริจาคของโครงการให้ถึงมือน้องๆ ด้วยตัวเอง

สนับสนุนเด็กไทยได้ดื่มนมมากขึ้น

ที่มาของโครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ ตัวแทนของผู้ใหญ่ใจดี เล่าว่า เริ่มขึ้นในปีที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตโควิด หลายคนตกงานไม่มีรายได้ บริษัทซึ่งทำธุรกิจในประเทศไทยมาจนครบ 65 ปี จึงมีความคิดต้องการช่วยเหลือครอบครัวที่เดือดร้อนด้วยการนำผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ไปบริจาคให้เด็กๆ ที่ขาดแคลน โดยตั้งเป้าบริจาคจำนวน 1 ล้านกล่อง

“ความตั้งใจของเราอีกส่วนหนึ่งมาจากปรัชญาของโฟรโมสต์ อยากให้คนไทยทุกคนเข้าถึงอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อ เปรียบเทียบได้ว่า เงิน 10 บาทจะมีอาหารกี่ชนิดที่มีสารอาหารครบทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ในขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถซื้อดื่มได้ทุกวัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแจกจ่ายนม 1 ล้านกล่องเพื่อเด็กไทยให้มากที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้”

ความสำเร็จของโครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยจึงเป็นการทำให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น ดร.โอฬาร ยกตัวอย่างถึงคนญี่ปุ่นในอดีตหลายสิบปีก่อนที่มีรูปร่างเตี้ย แต่เมื่ออุตสาหกรรมนมเริ่มแพร่หลาย คนญี่ปุ่นหันมามาบริโภคนมในปริมาณคนละ 200 ลิตรต่อปี ทำให้ปัจจุบันตัวสูงใกล้เคียงชาติตะวันตก แม้แต่ประชากรชาวสิงคโปร์ก็มีอัตราบริโภคนมปีละ  90 ลิตร โดยเฉลี่ยมีความสูงกว่าคนไทยแล้ว ส่วนคนไทยจะสูงลำดับท้ายๆ เพราะบริโภคนมประมาณ 18 ลิตรต่อคนต่อปี

“สารอาหารที่อยู่ในนมไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะการเติบโตของร่างกาย แต่ยังมีผลต่อสมอง โฟร์โมสต์ถือว่ามีบทบาทโดยตรงในการส่งเสริมให้คนไทยดื่มนม นอกจากจำหน่ายแล้วก็ต้อง ‘ให้’ ในกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึง ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้า เพราะทุกการซื้อ 1 ลังจะแปรเปลี่ยนเป็นนมอีก 1 ลังเพื่อส่งต่อ ส่วนพนักงานจิตอาสาของเราที่ลงพื้นที่ไปแจกให้กับเด็กๆ ในชุมชน  ได้รู้ว่า โครงการที่บริษัททำอยู่ ไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจอย่างเดียว แต่มีเรื่องอื่นๆ ที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะหากสังคมอยู่ได้ ธุรกิจก็จะเติบโตไปด้วยเช่นกัน”

เดินหน้าสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

ในปี 2566 โครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย มอบนมให้เด็กและครอบครัวกลุ่มเปราะบางจำนวนกว่า 3 ล้านกล่องแล้ว โดยในปี 2567 ที่กำลังจะมาถึง นอกจากจะยังคงเดินหน้าสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 บริษัทยังให้ความสำคัญกับเทรนด์ความยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Circular)

“เพราะขยะบางส่วนของอุตสาหกรรมนมพร้อมดื่มก็คือกล่องและหลอด ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้นำเศษขยะเหล่านี้มารีไซเคิลได้ จึงคุยกับมูลนิธิกระจกเงาซึ่งมีโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีงานทำ ในส่วนของการนำกล่องนมมาทำความสะอาดและคัดแยกวัสดุเพื่อนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล 100% จากนั้นบริษัทจะซื้อคืนวัสดุที่ได้จากการรีไซเคิล ส่วนหนึ่งนำกลับไปใช้กระบวนการผลิต อีกส่วนจะนำไปให้เกษตรกรโคนมทำเป็นคอกหรือหลังคาบังแดดให้วัว รวมถึงเป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับศูนย์รับน้ำนมดิบ และจะมีบางส่วนสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้”

“บริษัทให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับนโยบายความยั่งยืนตั้งแต่ปี 2566 เชิญผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้มาเป็น Chief  Sustainability Officer เพราะโฟร์โมสต์เติบโตคู่คนไทยมาเกือบ 70 ปี จึงต้องการเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนทั้งสังคมไทย เกษตรกรโคนม และสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้านนี้รวมกันเป็นโปรเจ็กต์ที่เรากำลังทำและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

ช่วยเหลือสังคมไทยด้วยความตั้งใจจริง

วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและระดมทุน มูลนิธิกระจกเงา เล่าถึงความประทับใจของโครงการนี้ว่า “ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด มูลนิธิได้รับการร้องขอความช่วยเหลือเรื่องอาหารที่ขาดแคลนมาจากผู้คนทั่วประเทศ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โฟร์โมสต์ติดต่อเข้ามาว่าต้องการมอบผลิตภัณฑ์นมเพื่อร่วมสนับสนุนโภชนาการที่ดีแก่เด็กไทย โดยตั้งเป้า 1 ล้านกล่อง”

หลังจากที่ได้รับนมโฟรโมสต์ ทางมูลนิธิกระจกเงาได้นำไปแจกจ่ายทั่วประเทศ ทั้งมอบให้สำนักงานของมูลนิธิที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งต่อให้กลุ่มเด็กชนเผ่า ทั้งสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีเครือข่ายศูนย์การเรียน รวมถึงเครือข่ายอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น มูลนิธิดวงประทีป และกลุ่มคลองเตยดีจัง กระทั่งเมื่อสถานการณ์โควิดทุเลา ในปีที่ผ่านมาจึงได้จัดสรรให้เฉพาะกลุ่มที่ขาดแคลนจริงๆ โดยในปีนี้ทางมูลนิธิมุ่งแจกให้กับเด็กๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนากับเด็กลี้ภัยที่อาศัยในเมือง

”การส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ขาดแคลนทั่วประเทศ มูลนิธิกระจกเงาไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากโฟร์โมสต์ ซึ่งในปีแรกเราก็ไม่ได้คาดหวังว่า โครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยจะมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 3 รวมแล้วกว่า 3 ล้านกล่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมไทยอย่างจริงจังของโฟร์โมสต์”

“สำหรับมูลนิธิกระจกเงาเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยเช่นกัน ใครที่เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ ขอให้นึกถึงเรา สามารถติดต่อมาได้ ทางมูลนิธิพร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ส่วนใครที่มีเหลือก็อยากให้นึกถึงมูลนิธิกระจกเงาเช่นกัน เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้เดือดร้อนกับผู้ที่มีเหลือใช้ บริจาคได้ทุกอย่างทั้งของอุปโภคบริโภค จะนำของที่ได้รับไปบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

อาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ที่สุด

อีกเสียงสะท้อนของความสุขจากการได้รับ แม่หน่อย-คำกอง เกิดฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายสำนักงานสมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ เล่าอย่างตื้นตันว่า วันที่ได้รับการติดต่อจากมูลนิธิกระจกเงาให้มารับนมโฟร์โมสต์ รู้สึกดีใจอย่างพูดไม่ถูก เพราะจะมีนมกล่องไปให้เด็กพิการหลายครอบครัว ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว รายได้มีเพียงทางเดียว

“สมาคมมีสมาชิกกว่า 200 ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเด็กพิการรุนแรง แต่นมที่ได้รับจัดสรรจากมูลนิธิกระจกเงาช่วยได้กว่า 300 ครอบครัว เพราะบางครอบครัวก็ไม่ได้เป็นสมาชิก เราต้องลงพื้นที่ไปดูความเดือดร้อนแต่ละบ้าน มีเครือข่ายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ดูว่ามีเด็กพิการต้องการความช่วยเหลือกี่คน ซึ่งการจัดสรรปันส่วนก็พิจารณาตามแต่ละครอบครัว ฐานะยากลำบากขนาดไหน”

แม่หน่อยบอกว่าเด็กพิการที่เธอดูแลอยู่ อายุตั้งแต่ 4 ขวบถึงผู้ใหญ่วัย 30 ปีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บางคนพิการซ้ำซ้อนหลายอย่าง ซึ่งสมาคมแบ่งเด็กพิการออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 สามารถพัฒนาและฟื้นฟู ออกสู่สังคมได้ กลุ่มที่ 2 พัฒนาและฟื้นฟู ช่วยเหลือตัวเองได้บ้างเล็กน้อย แต่ครอบครัวยังต้องดูแลค่อนข้างใกล้ชิด และกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด เป็นกลุ่มที่ต้องฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวต้องดูแลตลอดชีวิต ส่วนใหญ่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากคนเป็นพ่อพอรู้ว่าลูกคลอดออกมาเป็นเด็กพิการ ก็จะทิ้งครอบครัวไปเลย


“ขอบคุณโฟร์โมสต์ที่จัดโครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย พวกเราเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการได้ไม่มาก ที่ได้รับจากภาครัฐก็ไม่เพียงพอ เมื่อมีโครงการนี้ทำให้เด็กพิการซึ่งสภาพร่างกายไม่ปกติอยู่แล้ว ได้รับสารอาหารเต็มที่ เพิ่มมวลกระดูกช่วยให้แข็งแรงขึ้น นับเป็นอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ที่สุด”