ปลัด มท. เผยผลิตภัณฑ์ผ้าไทยตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ปลัด มท. เผยผลิตภัณฑ์ผ้าไทยตามแนวพระดำริสมเด็จฯ เจ้าฟ้าสิริวัณณรีฯ

ปลัด มท. เผยผลิตภัณฑ์ผ้าไทยตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทำรายได้เป็นอันดับ 1 จากยอดทะลุเป้า 728 ล้านบาท ในงาน OTOP CITY 2023 พร้อมเชิญชวนร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการคนไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยังผลให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ (25 ธ.ค.66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดงาน OTOP CITY 2023 ภายใต้แนวคิด “ช้อปสนุก…ส่งสุขท้ายปีสินค้าดีจากภูมิปัญญาไทย” ในระหว่างวันที่ 16-24 ธันวาคม 2566 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งตลอดทั้ง 9 วัน มีพี่น้องประชาชนให้ความสนใจเข้าชมงานอย่างคึกคักโดยมีถึง 232,509 คน และมียอดจำหน่ายสะสมรวม 728,629,139 บาท เกินกว่าเป้าหมายที่คณะกรรมการจัดงานกำหนดที่ 600 ล้านบาท

จึงนับได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่พี่น้องประชาชนคนไทยหันมาร่วมกันส่งเสริมการใช้ของไทย ร่วมกันให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการคนไทย ในการเลือกซื้อเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นงานฝีมือ หัตถศิลป์ หัตถกรรม ชิ้นงานจากภูมิปัญญา ที่ได้รับการพัฒนาและคัดสรรคุณภาพ ออกสู่ตลาดสนองตอบตามความต้องการของผู้บริโภค

“การจัดงาน OTOP City 2023 ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำไว้เสมอว่า สินค้า OTOP คือสุดยอดผลิตภัณฑ์ของคนไทย ที่พวกเราคนไทยทุกคนต้องช่วยกันอุดหนุน “ไทยทำ ไทยใช้ เม็ดเงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ” เพื่อทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยเพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ตลอดจนสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. ผ้าและเครื่องแต่งกาย 272,769,384 บาท 2. ของใช้ของตกแต่ง 81,026,108 บาท 3. อาหาร 76,891,772 บาท 4. ศิลปิน OTOP 72,637,328 บาท และ 5. OTOP ชวนชิม 45,768,802 บาท” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน OTOP City 2023 ในครั้งนี้ เกิดปรากฏการณ์อันมีนัยที่สำคัญ คือ สินค้าที่พี่น้องประชาชนนิยมชมชอบเลือกซื้อเลือกหาเป็นของขวัญของฝาก คือ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ที่ทำรายได้สูงสุด 272 ล้านบาท ซึ่งพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การมาเที่ยวชมงานในครั้งนี้ ได้เห็นผ้าไทยที่ไม่เหมือนเดิม ได้เห็นผ้าไทยที่ทันสมัย อันเกิดจากพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานความช่วยเหลือด้วยการพระราชทานแบบลายผ้าอย่างต่อเนื่องทุกปี ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งลาย ขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา ลายปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง ลายท้องทะเลไทย ลายป่าแดนใต้ และลายดอกรักราชกัญญา อันเป็นที่มาของการพัฒนาลายผ้าไทยใหม่ ๆ ควบคู่กับการใช้ลายดั้งเดิม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสด็จไปทรงเยี่ยม ทรงแนะนำแนวทางการพัฒนาผ้า การใช้สีธรรมชาติ การเลือกใช้สีที่เป็นที่นิยมของวงการแฟชั่น การออกแบบตัดเย็บ การตลาดและการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่เด็กและเยาวชน ควบคู่กับการพระราชโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ที่พระราชทานคณะทำงานลงพื้นที่โค้ชชิ่ง ผู้ประกอบการ OTOP และศิลปาชีพผ่านกระทรวงมหาดไทย จนทำให้เกิดการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้นำรัฐบาล ข้าราชการ และสังคม ได้ช่วยเป็นผู้นำในการสวมใส่ผ้าไทย จนทำให้มียอดขายสูงสุดในงาน OTOP และในยามปกติ ซึ่งหากรัฐบาล จะสานต่อในทุกกลุ่มอาชีพของ OTOP ตามแนวทางในพระราชดำริก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ยังผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มาร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP ในงาน OTOP City 2023 ในครั้งนี้ โดยกระทรวงมหาดไทย จะได้ขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาทักษะของผู้ผลิต และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์แห่งภูมิปัญญาคนไทย ตลอดจนถึงช่องทางการตลาด เพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทย ตลอดจนคนทั่วทั้งโลก จะได้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และมาร่วมกันอุดหนุนสินค้าของคนไทย ในการจัดกิจกรรม OTOP ปี 2567 เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทำให้ประชาชนคนไทยในทุกถิ่นที่ชนบทได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป