‘ทุนธนชาต’ โตต่อเนื่องจ่ายปันผล 2.60 บาท/หุ้น โชว์กำไรไตรมาสแรก 2562 กว่า 4,061 ล้านบาท

จากผลการดำเนินงานปี 2561 ของบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP และบริษัย่อย ที่มีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม จำนวน 15,806 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TCAP มีจำนวน 7,839 ล้านบาท เติบโต 11.97% จากปีก่อน ทำให้ TCAP สามารถจ่ายเงินปันผล เป็นเงิน 2.60 บาทต่อหุ้น โดยแบ่งเป็นจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 ในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท และเหลืออีก 1.60 บาทที่จะขออนุมัติจ่ายจากการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายนนี้ ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2559 ที่จ่าย 2.00 บาทต่อหุ้นปี 2560 จ่าย 2.20 บาทต่อหุ้น และล่าสุดปี 2561จ่าย 2.60 บาทต่อหุ้น

ตอกย้ำการเติบโต ด้วยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 ที่ TCAP ได้รายงานไปยังตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 ว่า TCAP และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมจำนวน 4,061 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 148 ล้านบาท หรือ 3.78% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์ของธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ TCAP ที่ได้ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง(Customer Centric) และมุ่งเน้นในการเป็นธนาคารหลัก (Main Bank) ที่ลูกค้าใช้บริการ เป็นผลให้ธนาคาร ธนชาตและบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในไตรมาส 1/2562 ฐานรายได้รวมของ TCAPและบริษัทย่อยปรับตัวเพิ่มขึ้น รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.25% จากปริมาณสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 8.15% จากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิและกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ในส่วนของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานปรับลดลง 7.13% จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรอง (PPOP) เพิ่มขึ้น 10.25% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหนี้สูญหนี้สงสัยจะสูญลดลง 30.75%

ในส่วนสินทรัพย์รวมของกลุ่มธนชาตปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อขยายตัว 1.21%จากการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อเช่าซื้อที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เงินรับฝากลดลง 1.11% แต่อย่างไรก็ตามเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) ก็ยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.29%

ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่มธนชาต ปรับตัวลดลง 2.88% จากสิ้นปี 2561 และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ 2.28% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั้งหมดต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 120.85% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารเท่ากับ 19.18%

เมื่อมาดูกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TCAP ในไตรมาส 1 มีจำนวนกว่า 2,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้นรวม 117 ล้านบาท หรือ 6.16% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1.76 บาท เพิ่มขึ้นจาก 1.63 บาท โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย (ROAA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ 1.53% และ 12.08% ตามลำดับ

ด้วยศักยภาพโดยรวมของ TCAP ทั้งหมด ที่ไม่เพียงแต่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในธนาคาร ธนชาตและบริษัทย่อย แต่ยังมีธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ยังช่วยหนุนให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ ภายหลังการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และทีเอ็มบีเสร็จสมบูรณ์ จะเกิดธนาคารใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สามารถสร้างผลกำไรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนมาสู่ TCAP อย่างมีนัยสำคัญหนุนให้ TCAP มีศักยภาพสูงขึ้นตามโอกาสทางธุรกิจของธนาคารใหม่เพราะ TCAP เป็น 1 ในผู้ถือหุ้นใหญ่ ด้วยสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่า 20% เมื่อผนวกกับผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัทลูกอื่นๆ จะยิ่งทำให้ TCAP มีผลการดำเนินงานที่ดีและมีการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

Previous articleรัฐบาลสะเด็ดน้ำ 270 เสียง พลังประชารัฐ-พรรคพันธมิตร “บิ๊กตู่” + 40 งูเห่าพ่นพิษ!
Next article‘แมนฯ ยู’ พ่าย ‘เรือใบ’ คาบ้าน 0-2 ส่อดับฝัน ‘หงส์แดง’ ถึงแชมป์