การเคหะฯขานรับมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์-จดจำนองที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย

การเคหะแห่งชาติขานรับมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์-จดจำนองที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ไม่เกิน 1 ล้านบาท เผยมีรองรับกว่า 10,000 หน่วยอยู่แล้ว ชี้ค่าโอน-จดจำนองใหม่สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจากที่จ่ายเต็มเพดานเดิม 20,000 บาท ลดเหลือเพียง 100 บาทเท่ากับห้องชุดที่เคยเสียเต็มเพดาน 10,000 บาท

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยและจดจำนอง อสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและบ้านแถว จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 ของราคาประเมินและลดอัตราค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและการจดจำนอง จากร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01 ของราคาประเมิน โดยมีผลบังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 นั้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในการเข้าถึงการมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

“เป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็มีมาตรการอื่นๆ ที่พยายามให้ผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้ได้ อย่างเช่น เมื่อต้นปี 2562 ก็เพิ่งอนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยมาแล้ว เพราะตระหนักดีว่าที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ยึดโยงกับความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจละเลยได้”

ดร.ธัชพล กล่าวว่า สำหรับการเคหะแห่งชาติมีภารกิจหลักมุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะได้รับผลดีจากมติ ครม.ดังกล่าว โดยมีที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท รองรับผู้มีรายได้น้อยจำนวน 10,380 หน่วย จาก 367 โครงการ

“จะเป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ถ้าเอา 1 ล้านบาทเป็นราคาประเมินสูงสุด ในกรณีที่เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว คนซื้อต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนหรือจดจำนองถึง 20,000 บาท แต่อัตราใหม่จ่ายเพียง 100 บาทเท่านั้น เช่นเดียวกับกรณีห้องชุด จะเสียในอัตราใหม่เพียง 100 บาทเท่ากัน เทียบกับอัตราเดิมต้องจ่ายถึง 10,000 บาท ถือว่าจ่ายน้อยมาก ”

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติกล่าวอีกว่า มาตรการลดอัตราค่าธรรมเนียม นอกจากจะช่วยลดภาระคนที่มีรายได้น้อยเป็นอย่างมาก ในทางกลับกัน เงินส่วนลดก้อนนี้ยังจะไปเพิ่มกำลังซื้อให้อีกต่อหนึ่งด้วย เป็นกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว โดยที่รัฐยอมเสียรายได้จากเรื่องนี้ประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งจะจะต้องขอบคุณรัฐบาล สำหรับความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

Previous articleซีพีเอฟ จัดเต็มสินค้าอาหารอร่อย คุณภาพปลอดภัย ร่วมงาน Money Expo ครั้งที่ 19  
Next articleหวานซ่อนเปรี้ยวรับหน้าฝน กับเทศกาลกระท้อน-ระกำโดย อ.มัลลิการ์