รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย

รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย

“ไฟฟ้า” อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำคัญที่ต้องมี และหากมองภาพที่ใหญ่กว่านั้น พลังงานไฟฟ้ายังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป้าหมายของไทยคือการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อยกระดับรายได้ของประชากรไทยให้เพิ่มขึ้นเพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ไฟฟ้าจึงเป็นฟันเฟืองหลักที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว

ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ จัดเก็บโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ที่ 42,924.5 เมกะวัตต์ อัตราเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ตามการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศไทย
(จีพีดี) และจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปีนี่เอง ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกระทรวงพลังงาน ต้องมองภาพอนาคตพร้อมทั้งคาดการณ์ความต้องการใช้ (Demand) และการจัดหาไฟฟ้า (Supply) ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด พร้อมทั้งนำสมมติฐานต่าง ๆ เข้ามาผนวกเพื่อให้เห็นทิศทางไฟฟ้าของประเทศรวมไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP (Power Development Plan)

โดยไฟฟ้าทุกเมกะวัตต์ที่ผลิตได้ในปัจจุบันมาจาก

1) กำลังผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวม 14,565.6 เมกะวัตต์ คิดเป็น 33.9% ของกำลังผลิตรวม

2) กำลังผลิตจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP อยู่ที่ 14,948.5 เมกะวัตต์ คิดเป็น 34.8%

3) กำลังผลิตจากผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) อีก 532.8 เมกะวัตต์คิดเป็น 22.2%

4) ซื้อพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 3,877.60 เมกะวัตต์ คิดเป็น 9.0% (อ้างอิงข้อมูลจาก กฟผ.มิถุนายน 2562)

เมื่อโฟกัสไปถึงเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจากกำลังผลิตรวมของประเทศซึ่งอยู่ที่ 42,924.5 เมกะวัตต์ พบว่า ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เป็นสัดส่วนถึง 64.8% ตามมาด้วยการใช้ถ่านหินสัดส่วน 14% พลังน้ำ หรือไฟฟ้าจากเขื่อน สัดส่วน 12% จำนวนนี้เป็นไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนในประเทศไทย 7.1% และเขื่อนจากสปป.ลาว 4.9% นอกจากนี้ยังมีเชื้อเพลิงอื่น ๆ อีก 9.2% มาจากน้ำมันเตา น้ำมันดีเซล ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณากำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าเป็น “รายภาค” แล้วจะพบว่าแหล่งผลิตไฟฟ้าในประเทศมีที่ตั้งโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเป็นหลัก โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง เนื่องจากมีท่อก๊าซของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พาดผ่าน และมีระบบสายส่งที่รองรับกำลังผลิตใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ ส่วนในพื้นที่ภาคใต้จะมีความต่างออกไป เพราะแม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าในพื้นที่ได้ตามที่ระบุไว้ในแผน PDP โดยกระทรวงพลังงานกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ภาคตะวันตก ก็มีความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซนำเข้าจากเมียนมา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซสำคัญอย่างแหล่ง เยดานา-เยตากุน ก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันตกประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าในจังหวัดราชบุรี แผนสำรองคือ การสั่งเดินเครื่องจากโรงไฟฟ้าอื่น ๆ และสับเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงอื่นมาผลิตไฟฟ้าแทน และภาคกลางมีโรงไฟฟ้าหลักเช่นกัน แต่ก็พึ่งพาไฟฟ้าจากภาคตะวันออกด้วย

ทั้งนี้เมื่อมองภาพไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP ทั้งระบบซึ่งกุมกำลังผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ พบว่าสามารถแยกได้ 5 กลุ่มบริษัทสำคัญที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกอบด้วย

รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย

1. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ RATCH ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ กฟผ.รวม 45% มีกำลังผลิตรวม 7,865.92 เมกะวัตต์เทียบเท่า ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 68 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) บริษัทมีแผนลงทุนทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ อาทิ รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ โทรคมนาคม ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และใช้ก๊าซนำเข้าจากประเทศเมียนมาเป็นหลัก อาทิ โรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอร์ยี่
รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย
2. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีกำลังผลิตรวม 6,721.2 เมกะวัตต์ ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 124.50 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) ปัจจุบัน กัลฟ์ มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ อาทิ โครงการ IPP ก๊าซธรรมชาติ 2 โครงการ โครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน 23 โครงการ นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้า IPP ในประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาจำนวน 2 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังก่อสร้างอีก 1 แห่ง นอกจากผลิตไฟฟ้าภายในประเทศแล้ว กัลฟ์ ยังได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศด้วย จำนวน 5 โครงการ ทั้งในประเทศโอมานและประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้ที่เวียดนาม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เปิดดำเนินการไปแล้ว 2 แห่ง และจากพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง กัลฟ์จึงเริ่มขยายกิจการเข้าสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะ 3 และท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ซึ่งเป็นโครงการพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย

3. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ EGCO ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ กฟผ.รวม 25% มีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศรวม 5,154 เมกะวัตต์ ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 327 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) บริษัทมีแผนพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าระยอง จ.ระยอง เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการลงทุนในอีอีซี และแสวงหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ อาทิ ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ปัจจุบันโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของ EGCO เช่น โรงไฟฟ้าขนอม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 484 ไร่ ที่ปากน้ำขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังผลิต 824 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 2.76% ของกำลังผลิตติดตั้งรวม
รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย
4. บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในเครือปตท. มีกำลังผลิตรวม 4,130 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตรวมเกิดจากการซื้อกิจการไฟฟ้าของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 3,084 เมกะวัตต์) ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 71.50 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) บริษัทมีแผนขยายการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง ทั้งเชื้อเพลิงหลัก และเชื้อเพลิงจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ทั้งรูปแบบลอยน้ำ และรับติดตั้งหลังคาในพื้นที่อุตสาหกรรม รวมทั้งลงทุนเทคโนโลยีใหม่นำกากน้ำมันที่เหลือจากกระบวนการกลั่นมาผลิตไฟฟ้า
รู้จัก “โรงไฟฟ้าหลัก” ความมั่นคงพลังงานไทย
5. บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน) หรือ GLOW กำลังผลิตรวม 3,084 เมกะวัตต์ เมกะวัตต์ ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 89.25 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขายหุ้นทั้งหมดให้กับจีพีเอสซีกำลังผลิตส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดระยองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าประเภท Cogeneration อีกหลายโครงการ

ในธุรกิจไฟฟ้ายังพบว่า มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP อีกหลายกลุ่มที่พร้อมเติบโตเพื่อกระโจนเข้าสู่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศเช่นกัน อาทิ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กำลังการผลิตรวม 2,200 เมกะวัตต์ ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 37.25 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) ล่าสุดเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าโกลว์เอสพีพี 1 จำนวน 124 เมกะวัตต์ และเตรียมขยายกำลังผลิตไฟฟ้า ต่อเนื่อง และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU กำลังการผลิตรวม 2,800 เมกะวัตต์ ราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 15.20 บาท/หุ้น (วันที่ 28 มิถุนายน 2562) ตั้งเป้าหมายขยายโรงไฟฟ้าในไทยและต่างประเทศ โดยบ้านปูมีรายได้หลักมาจากธุรกิจถ่านหิน รองลงมาคือไฟฟ้า และได้ลงทุนในธุรกิจใหม่ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตามในการแข่งขันเพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหลังจากนี้ ทั้งการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ รวมไปจนถึงสร้างเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จำเป็นต้องควบคู่ไปกับคุณภาพไฟฟ้าที่เสถียร การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม และราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ