เปิดรับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ รวมพลัง ‘เขยื้อนภูเขา’ พัฒนาสุขภาพคนไทย

“ในอดีต อะไรที่จะเป็นนโยบายรัฐบาลต้องมาจากกระทรวง ทบวง กรม หรือมาจากรัฐสภาเท่านั้น แต่วันนี้ เราเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคน และองค์กรต่าง ๆ มีสิทธิที่จะเสนอ โดยคุณนำข้อเสนอเข้าไปในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีการถกแถลงกัน มีการทำงานวิชาการกัน แล้วพัฒนาเป็นข้อเสนอนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แล้วคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติก็นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นี่ถือเป็นนวัตกรรม มีไม่กี่ประเทศที่ให้ประชาชนเข้ามาร่วมในการทำนโยบายของประเทศ แต่ประเทศไทยทำได้” เป็นคำกล่าวของ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการสรรหากรรมการสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562 ที่กล่าวถึงความสำคัญของ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยในเดือนธันวาคม 2562 นี้

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะนำเสนอนโยบายระดับชาติ แต่สัดส่วนกรรมการและกระบวนการทำงานมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมสูงมาก และเปิดให้ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ อาสาเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยได้เช่นกัน ซึ่ง นพ.ศุภกิจ ยังกล่าวอีกว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ถือกำเนิดบนหลักการที่ว่า การทำเรื่องยาก ๆ ให้สำเร็จควรต้องมีองค์กรที่ประกอบ 3 ส่วนใหญ่ๆ เรียกว่า ‘สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ นั่นคือ 1.ภาครัฐ เพราะภาครัฐจำเป็นต้องออกกฎหมาย ใช้งบประมาณ ใช้อำนาจหน้าที่ 2.ภาควิชาการ คือ เพราะต้องมีข้อมูลและองค์ความรู้ในการทำงาน ในภาคส่วนนี้ประกอบด้วยภาควิชาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 ด้าน และ 3.ภาคประชาชน เป็นส่วนที่สำคัญมาก หากนโยบายใดไม่มีการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนจะขับเคลื่อนด้วยความยากลำบาก


ทั้งนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีองค์ประกอบกรรมการจาก 3 ภาคส่วน ภาคละ 13 คนรวมเป็น 39 คน แต่ด้วยเงื่อนไขกฎหมายทำให้บางภาคส่วนมีมากกว่าส่วนอื่นๆ เล็กน้อย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำการประชุมกันสม่ำเสมอทุก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย โดยทำหน้าที่ให้การเสนอแนะนโยบายด้านสุขภาพต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ที่น่าสนใจก็คือ ข้อเสนอแนะโดยส่วนใหญ่ได้มาจาก ‘กระบวนการพัฒนานโยบายที่มาจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม โดยมีการทำงานวิชาการรองรับ’ ยกตัวอย่าง “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งจัดประชุมกันปีละ 1 ครั้ง ดำเนินการมามากว่า 11 ปีแล้ว แต่ละปีมีการนำเสนอมติต่างๆ ประมาณ 4-8 เรื่อง โดยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติเป็นนโยบายต่อไป

นพ.ศุภกิจ หยิบยกผลงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เห็นรูปธรรมว่ากลไกนี้สามารถทำความฝันด้านสุขภาพของผู้สมัครเป็นกรรมการสุขภาพแห่งชาติให้เป็นจริงได้ เช่น การนำเสนอการสร้างมาตรการอาหารปลอดภัย การแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน ความดัน ฯลฯ “เราไม่ได้แก้โดยการไปออกกฎหมายอะไร แต่ไปเริ่มต้นที่ชุมชนเข้มแข็ง ให้ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน รัฐควรจะทำอะไร ภาควิชาการควรจะทำอะไร ภาคประชาชนจะทำอะไร แล้วมีมติร่วมกันเรื่องพวกนี้

ยกตัวอย่างโรคไม่ติดต่ออย่างเบาหวานความดัน วันนี้เรามีคนเป็นเบาหวาน 2-3 ล้านคน ความดันราว 10 ล้านคน โรคพวกนี้นำไปสู่ไตวาย หัวใจวาย เส้นเลือดในสมองตีบ แตก ตัน นำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าแก้โดยกระทรวงสาธารณสุของค์กรเดียวไม่มีทางสำเร็จ เพราะมันเป็นเรื่องความเชื่อ พฤติกรรม ข้อมูลข่าวสาร ในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจึงมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานมานั่งอยู่ด้วยกัน เพื่อเป็นองค์กรที่ให้ความเห็นเป็นองค์รวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สำคัญ งบประมาณ บุคลากรอยู่ที่ท้องถิ่นเยอะจึงต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหา” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ที่ผ่านมา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีการผลักดันข้อเสนอมากมายหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็ยังยังติดปัญหาอุปสรรคอยู่มาก บางเรื่องกำลังดำเนินการ และบางเรื่องก็ดำเนินการไปได้ดี เช่น ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจให้ญาติโยมถวายอาหารที่ดีต่อสุขภาพพระ ในขณะเดียวกันก็ให้พระสงฆ์ช่วยเทศนาแทรกเรื่องโรคภัยไข้เจ็บด้วยนอกเหนือจากธรรมะ ผู้คนจะได้ข้อมูลทางด้านสุขภาพกลับไปปฏิบัติ ปัจจุบันนี้คณะทำงานกำลังจัดทำฐานข้อมูลพระสงฆ์ทั่วประเทศเพื่อให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครอบคลุมพระทุกรูป จับคู่วัดกับโรงพยาบาลสุขภาพตำบลเพื่อตรวจสุขภาพพระสงฆ์ ส่งเสริมให้พระสงฆ์ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน-โรงเรียน รวมถึงการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า อสม.พระ ตั้งเป้าหมายผลักดันภายในปี 2562 จำนวน 5,000 วัด และจะขยายผลไปเรื่อย ๆ

นี่คือผลงานที่ผ่านมา ซึ่งหลายเรื่องยังต้องผลักดันต่อ และอีกหลายเรื่องรอการมองเห็น ซึ่งปัจจุบันุอยู่ระหว่างการเปิดรับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ โดยจะมีกระบวนการสรรหากันเองในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน 13 คน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยา 4 คน

“องค์ประกอบของกรรมการฯ บางส่วนมาโดยตำแหน่ง หมายความว่าหน่วยงานเป็นคนส่งมา บางส่วนคัดเลือกกันเอง หมายความว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะสมัครเข้าเป็นกรรมการและคนสมัครทั้งหลายก็มาเลือกกันเองว่าใครจะเหมาะสม จึงมีความสำคัญว่า ถ้าคนไม่สนใจบทบาทของคณะกรรมการนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนเสนอตัว เมื่อไม่เสนอตัวเราก็จะมีข้อจำกัดว่าคนที่มาให้เลือกมีน้อย เราอยากได้กรรมการที่ทำงานอย่างเข้มข้นในการพิจารณาข้อมูล ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอต่างๆ จึงอยากชี้ชวนว่า ในรอบที่จะเลือกกันใหม่ อยากให้ท่านเสนอตัวเข้ามาเป็นกรรมการ”

ทั้งนี้ การเปิดรับสมัครกรรมการสุขภาพแห่งชาติใน 2 กลุ่มแรก คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2562 โดยปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้กระบวนการสรรหาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดกระบวนการ หรือเรียกว่า E-Voting ซึ่งเป็นระบบที่สะดวก ประหยัด และปลอดภัย โดยกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่ เว็บไซต์ “การสรรหาคณะกรรมการสุขภาพแห่งแบบอิเล็กทรอนิกส์” https://nhc.nationalhealth.or.th

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ระบบ E-Voting สอบถามได้ที่ โทร 02-832-9023-4 หรือ อีเมล [email protected] สำหรับกลุ่มผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสรรหาฯ จะกำหนดวัน-เวลาเปิดรับสมัครต่อไป

Previous articleไมโล ประกาศ 4 ทีมนักเตะรุ่นจิ๋วผู้ชนะ แคมเปญ “ไมโล ฟุตซอล 2019 Road to Barcelona”
Next articleแสนสิริกาง 5 ปีผุดโรงแรมทั่วโลก 25 เมือง