จากกล่องสายไฟสู่ Smart Living ‘บิ๊กไพศาล’ ธุรกิจที่เติบโตจาก Transformation

Pain Point ลูกค้าสร้างโอกาสให้ธุรกิจ แนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ผู้ประกอบการต้องหาให้เจอ จากกรณีศึกษา บิ๊กไพศาล โปรเจค เอสเอ็มอีรายเล็กที่ก่อร่างสร้างตัวจากการมองหาโอกาสและนำเทรนด์ใหม่ๆ มาพัฒนาธุรกิจ จนสามารถยืนหยัดในฐานะผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าครบวงจร ต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการและติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home จากเริ่ม ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 18 ปี วันนี้กำลังแต่งตัวเพื่อเตรียมความพร้อมนำธุรกิจก้าวสู่ระดับมหาชนต่อไป

คุณสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท บิ๊กไพศาล โปรเจค จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจของ บิ๊กไพศาล โปรเจค เริ่มต้นธุรกิจในปี 2548 จากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า และด้วยประสบการณ์เป็นวิศวกรที่เคยอยู่ไซต์งานเลยเห็น Pain Point ของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Developer) เมื่อสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือ เป็นยุครุ่งเรืองของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ชนิดที่บอกได้ว่ายุคนั้นสร้างบ้านไม่พอขาย

จึงเป็นโอกาสที่ธุรกิจของบิ๊กไพศาลสอดแทรกเข้าไปในตลาดนี้ เลยไปเสนองาน Supply อุปกรณ์ไฟฟ้าให้กับ Developer และผู้รับเหมาแบบ One Stop Service และอย่างที่ทราบว่าทั้ง Developer และผู้รับเหมาต่างต้องการก่อสร้างบ้านและส่งมอบให้แก่ลูกค้าให้เร็วขึ้น ดังนั้นวิธีการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้จึงเป็นสิ่งที่ตอบสนองความต้องการตรงจุดนั้นได้พอดี

ต้องโดยมีการทำงานเชิงรุก ซึ่งคุณสุรพงษ์ จะมีการทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (Bill of Quantities: BOQ) ร่วมกับลูกค้าเนื่องจากในแบบกับงานติดตั้งหน้างานจริง อาจต่างกันบ้าง ดังนั้นพอได้ BOQ ก็ไปติดตั้งก่อนเป็นห้องตัวอย่าง หลังจากที่ได้ห้องตัวอย่าง ทีมผู้รับเหมาก็มา Set ว่าบ้านหลังนี้ใช้สายกี่เมตรจนได้ข้อสรุป จัดอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับบ้าน 1 หลังโดยจัดไว้เป็นกล่องเรียกว่า ‘Kitting box’ แล้วส่งต่อให้ช่างหน้างานเอาไปติดตั้งได้อย่างสะดวก ซึ่งวิธีนี้ทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดในระยะเวลาการทำงานที่รวดเร็วที่สุดด้วย

“เราชูจุดเด่นที่มาตรฐานและการบริการที่ครบ จบในที่เดียว ลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ภายใต้การจัดส่งที่รวดเร็วแบบ Just in time ควบคุมราคา ต้นทุน เวลา แก้ Pain Point ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทุกฝ่าย WinWin  

เข้าใจและเข้าถึง เสน่ห์มัดใจ Developer รายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นของบิ๊กไพศาล ที่เปรียบเป็นเอสเอ็มอีรายเล็กที่กำลังแสวงหาการเติบโตอยู่ท่ามกลางกระแสของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจยืนหยัดได้จึงเป็นเรื่องของการสร้างฐานลูกค้า

คุณสมศักดิ์ บอกว่า ช่วงแรกธุรกิจเรายังเล็กมาก ดังนั้นเรื่องเงินทุน จึงเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เหตุนี้ในตอนต้นธุรกิจจึงกำหนดเป้าหมายลูกค้าไว้ที่ Developer และผู้รับเหมารายใหญ่เป็นหลักที่มีฐานะการเงินน่าเชื่อถือ รวมทั้งการไปเจรจากับผู้ผลิตสายไฟรายใหญ่ให้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย ยิ่งทำให้มีอำนาจในการต่อรอง รวมทั้งเกาะเทรนด์ที่เกิดอยู่เสมอทำให้ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเดินไปได้ดีทีเดียว

“ตัวผมอยู่ใน Supply Chain ของการก่อสร้างมาตลอด ก็จะเห็นปัญหาต่างๆ เริ่มตั้งแต่เรื่องของ ต้นทุน มาตรฐาน ความเชี่ยวชาญ เวลา และความปลอดภัย ทำให้เรามาดีไซน์สินค้าหรือบริการได้ดี แล้วก็ตอบวัตถุประสงค์กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ นี่คือสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจให้อยู่รอดและโต”

สร้างแบรนด์’ เพื่อต่อยอดธุรกิจ

กระนั้น พอถึงจุดหนึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เฉพาะแค่ไหนก็ตามย่อมเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘คู่แข่งทางการค้า’ สำหรับบิ๊กไพศาลก็เช่นกัน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ประกอบกับมีทีมที่เซตมาตั้งแต่ธุรกิจเริ่มนับหนึ่งในปี 2548 บวกกับความเชี่ยวชาญในงานด้วย ตั้งแต่ไปประสานงานกับหน้าไซต์งาน นำข้อมูลกลับมาที่โรงงานเพื่อเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงการหารือกับ Supplier เพราะฉะนั้น ขั้นตอนทุกอย่างเหมือนบิ๊กไพศาลเป็นคนกลางที่ดำเนินการให้งานของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งมองว่าเป็นความสามารถเฉพาะทางอย่างหนึ่งที่มีด้วย

เขาบอกอีกว่า หลังจากนั้นผ่านช่วงตั้งต้นมาระยะหนึ่ง ธุรกิจก็มีงานเพิ่มขึ้น จนมีกำลังพอที่จะผลิตสินค้าเองก็เพราะการที่ต้องไปสั่งซื้อครั้งละจำนวนมากอาจจะเกิดปัญหาโรงงานผลิตไม่ทันได้ จึงเลือกที่จะผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเอง และยังเป็นการสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจสร้างความเมชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อีกด้วย อันนี้คือจุดที่มองว่าได้เปรียบในการแข่งขัน

หา Pain Point สร้าง Product เพิ่มโอกาสธุรกิจ

คุณสมศักดิ์ บอกว่า ปัจจุบัน บิ๊กไพศาลดำเนินธุรกิจมากมาปีที่ 15 ร่วมงานกับ Developer มาหลายราย ซึ่งที่ผ่านมานอกจากจะสร้างแบรนด์ รวมทั้งการขยายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบ (บ้านเดียว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์) ก็เริ่มขยับขยายไปที่อสังหาริมทรัพย์แนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) รวมถึงตึกสูงต่างๆ

ซึ่งในขณะนั้นในไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานต่างๆ สำหรับกล่องต่อสาย และข้อต่อสายต่างๆ บริษัทจึงได้มีการพัฒนากล่องต่อสายไฟแบรนด์บิ๊กไพศาล โปรเจค จนได้รับมาตรฐานของ UL standard รายแรกในประเทศไทย และทุกคนก็เห็นด้วยว่าเมืองไทยควรต้องมีมาตรฐานนี้ เพราะถ้าอุปกรณ์ข้อต่อท่อ หรือกล่องต่อสายไฟไม่ได้มาตรฐานอาจจะเกิดความเสียหายได้ในอนาคต การทำอย่างนี้ถือว่ายังได้ช่วยปรับปรุงงานติดตั้งระบบไฟฟ้า และช่วยเหลือสังคม ที่สำคัญยังเป็นโอกาสสำคัญที่บิ๊กไพศาลได้ขยายงานไปมากกว่า 500 โครงการอีกด้วย

เขาบอกว่า แนวทางในการทำธุรกิจโดยจะพยายาม Design Product ให้หลากหลาย แล้วหา Pain Point ลูกค้าให้เจอ แล้วก็เอาตัว Kitting box ไป Adapt ให้กับผู้รับเหมาที่ทำก่อสร้างด้วยเหมือนกัน เพราะพอร์ทของบิ๊กไพศาลจึงเป็นทั้งผู้รับเหมาทั่วไป แล้วก็เป็นผู้รับเหมา M&E (Mechanical and Electrical) หรืองานระบบสาธารณูปโภคด้วย

เทรนด์ Smart Home เพื่อความยั่งยืน

‘บิ๊กไพศาล โปรเจค’ ธุรกิจที่โตมากับที่อยู่อาศัยแนวราบ คุณสมศักดิ์ บอกว่า ปีหนึ่งส่งมอบงานให้กับลูกบ้านประมาณ 30,000 หลัง แม้จะดูเติบโตดี แต่ก็เกิดคู่แข่งในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ต้องคิดต่อว่าต่อไปจะทำอะไร และคิดต่อว่าลูกบ้านจะต้องการอะไร

คำตอบคือ ต้องดูเทรนด์ ที่ผ่านมาเกิดเทรนด์เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า และบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เลยต่อยอดเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนแต่เป็นสมาร์ทโฮมที่ต่อพวงกับอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบง่ายๆ ตอนนั้นตลาดยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก แต่เมื่อเมื่อ 2- 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ดังกล่าวเติบโตเร็วขึ้น ทำให้ Developer ก็เริ่มให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้ จนกลายเป็นเทรนด์มาแรงในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้

รวมถึงโปรเจคในปีที่ผ่านมาซึ่งทำเฟอร์นิเจอร์ built in ให้กับลูกบ้าน เลยนำอุปกรณ์ Smart Home ที่บิ๊กไพศาลเชี่ยวชาญ บวกกับเฟอร์นิเจอร์ built in ที่ออกแบบให้กับลูกบ้านเสร็จส่งแบบไปตัดที่โรงงานและประกอบก่อนให้กับลูกบ้าน พร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ที่บริษัทจำหน่ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของ บิ๊กไพศาล ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

รวมถึงมีช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ให้กับลูกบ้านด้วย ซึ่งกระแสตอบรับดี จึงเป็น Business หนึ่งที่กำลังขยายต่อเนื่องจากการตอบโจทย์ Smart Living Smart Green นอกจากนั้นก็ยังรับติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงอุปกรณ์ EV Charger ให้กับลูกบ้านด้วย ซึ่งรับกับเทรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังมาแรงช่วงนี้



ปัจจุบัน บิ๊กไพศาล เป็น Partner ของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ซึ่งสามารถผลิตอุปกรณ์ EV Charger ไว้ให้บริการแบบ One Stop Service ให้กับ Developer และลูกบ้านด้วย รวมทั้งการให้บริการเสริมสำหรับบ้านยุคใหม่ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud Sever ซึ่งบิ๊กไพศาลมีบริการ Data Center แบ่งเป็น 3 Segment ตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงระดับนาโน ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของลูกค้า หรือลูกบ้านว่าต้องการพื้นที่ Cloud Sever ไว้เพื่อรองรับการใช้งานแบบไหน

5กำลังมา เทรนด์ธุรกิจยิ่งปรับเปลี่ยนไวขึ้น

คุณสมศักดิ์ มองว่า ในไม่ช้าเทคโนโลยี 5G ในบ้านเราจะยิ่งครอบคลุมและเสถียรมากขึ้น ดังนั้นเทรนด์ผู้บริโภคอาจจะปรับเปลี่ยนไปอีกมาก ซึ่งนอกจะประเด็นเรื่อง Smart Home ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง อาทิ Telemedicine and Telehealth รวมถึง เรื่องสิ่งแวดล้อมที่บ้านยุคใหม่จะต้องใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงาน ดังนั้นทุกการเชื่อมต่อของบ้านยุคใหม่จึงมีอะไรให้เล่นอีกมาก

 “ยิ่งมี 5ยิ่งสนุกเลย เราจะมีของเล่นอีกเยอะแยะมากมายที่เกี่ยวกับ Smart Living ผมมองว่าตรงนี้เป็นโอกาสของเรามากด้วย และที่สำคัญเรามี Database อยู่แล้ว”

บทสรุปในตอนท้ายเขาให้แง่คิดว่า กลยุทธ์การทำธุรกิจอาจจะเป็นเรื่องของความใส่ใจ และคิดแทนลูกค้า คิดแทนผู้ใช้ และที่สำคัญคือ ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้เจอ รวมถึงการวิเคราะห์ได้ว่าในอนาคตจะทำอะไรต่อ เพื่อให้ธุรกิจไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ควรโตพร้อมไปกับเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบที่กล่าวมาครบถ้วน

ถึงตรงนี้จึงน่าจับตาว่า ต่อจากเทรนด์ Smart Home และเทรนด์ EV บิ๊กไพศาลจะขยับธุรกิจให้โตในกลุ่มไหนต่อ ซึ่งเขากระซิบว่า Data Center และ Smart Factory ยังน่าสนใจ และคงจะมี Pain Point ให้บิ๊กไพศาลได้ขยับธุรกิจมาในกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.big-electric.com/

https://www.facebook.com/bpp.bigelectric/

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ