“ลาหู่” เด็กชาติพันธุ์ แสดงพลังบนเวที World Vision ยุติความรุนแรงต่อเด็ก

ลาหู่ มูลนิธิศุภนิมิตฯ

กว่า 5 ปีแล้วที่ “ลาหู่ เยเซอ” เยาวชนชาติพันธุ์จาก จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมใน “โครงการยุติความรุนแรงต่อเด็ก : ละเลย เลยรุนแรง” ของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ร่วมกันทั่วโลก “It Takes a World to End Violence Against Children” ของศุภนิมิตสากล (World Vision International) โดยดำเนินงานต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2560

“ลาหู่’ ยืนหยัดแสดงพลังของเยาวชน ด้วยความเชื่อมั่นว่า เด็กที่เปราะบางจะสามารถมีชีวิตที่บริบูรณ์ได้ หากพวกเขาได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็ก ๆ เติบโตโดยปราศจากความรุนแรง และได้รับการปกป้องสิทธิ

เขาพยายามอย่างมากในการสร้างความตระหนัก พร้อมเสนอแนะแนวทางเพื่อการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้วยหัวใจแน่วแน่และการลงมือทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ส่งผลให้ได้รับการยอมรับจาก World Vision International ในฐานะ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” หรือ Change-maker ร่วมกับเยาวชนจากทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก ในฐานะตัวแทนผู้นำเยาวชนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ทุกเวทีทั้งระดับประเทศ ระดับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งในการพบกับตัวแทนบริหารจากกระทรวงต่าง ๆ

วัยเด็ก ที่พ่อใช้สารเสพติด

“ลาหู่” เติบโตมาในชุมชนที่มีปัญหาเรื่องสารเสพติด และครอบครัวที่พ่อใช้สารเสพติด ทําให้มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อละเลยลูก ๆ ทำให้ไม่ได้รับความอบอุ่น

จนถึงปัจจุบัน ปัญหาสารเสพติดในชุมชนก็ยังคงมีอยู่ มีเด็กและเยาวชนได้รับความรุนแรงจากผู้ใหญ่ในครอบครัวที่ใช้สารเสพติด รวมถึงเด็กและเยาวชนเองที่ขาดภูมิคุ้มกันชีวิตเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดด้วย

Advertisment

พ่อแม่ของ “ลาหู่” มีอาชีพรับจ้างรายวันเป็นแรงงานในภาคการเกษตร ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ขั้นต่ำไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูลูกถึง 5 คน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความช่วยเหลือลาหู่ผ่านโครงการอุปการะเด็ก ทั้งการส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษา ที่ดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาชีวิตด้านต่าง ๆ ของเด็กยากไร้

โอกาสในวัยเด็กที่ลาหู่ได้รับจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเขาและครอบครัว ทั้งการสนับสนุนการเลี้ยงไก่ การทำเกษตรครัวเรือน เพื่อให้เกิดแหล่งอาหารที่มั่นคงในครัวเรือนและเป็นรายได้เพิ่มเติม

ค่ายพัฒนาเยาวชน

ช่วงปี 2558-2560 “ลาหู่” สะสมประสบการณ์จากการมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตเยาวชนตั้งแต่อายุ 13 ปี ด้วยวัยและการศึกษาเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขาได้เรียนรู้และพัฒนาหลายทักษ

หลังจากเข้าร่วมค่ายพัฒนาทักษะเยาวชนอย่างต่อเนื่อง 3 ปีหลังจากนั้น ลาหู่ในวัย 16 ปี ก็ได้รับโอกาสในการนำทักษะต่าง ๆ นั้นมาใช้ ในฐานะผู้นำเยาวชนร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำกิจกรรมแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อชีวิตของเยาวชนในชุมชนทางภาคเหนือ

Advertisment

“ผมและเพื่อนเน้นการทำกิจกรรมรณรงค์ทั้งในโรงเรียนและในชุมชน ผมแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนด้วย 3 วิธี คือ หนึ่ง ให้ความรู้กับเด็กว่ายาเสพติดมันมีโทษอย่างไร และไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว สอง ให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ชวนเด็กเรียนรู้กิจกรรมสนุกสร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ สาม สร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชน กับผู้ใหญ่ ให้เกิดความรู้ว่าสารเสพติดส่งผลกระทบถึงเด็กอย่างไร และผู้ใหญ่ควรใส่ใจดูแลเด็กให้มากขึ้น” ลาหู่ กล่าว

บทบาทผู้นำเยาวชน และเรียนรู้ระดับอาเซียน

ปี 2562 “ลาหู่” ได้รับคัดเลือกเป็นประธานเยาวชนศุภนิมิตจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเด็กเอเชีย 2019 – 2019 Asian Children’s Summit ซึ่งจัดขึ้นในโอกาส 30 ปีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

“ผมรู้สึกโชคดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมเวทีระดับอาเซียน ได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสิทธิของเด็กและเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชีย

ในเวทีนี้ผมได้ขับเคลื่อนประเด็นเรื่องของสัญชาติไทยสำหรับเด็กชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้มีแค่ทางภาคเหนือของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีภาคใต้ เช่น อุรักลาโว้ย ยังมีอีกหลาย ๆ คนในประเทศไทย เรียกว่ากลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในเรื่องสัญชาติ

ประเด็นนี้สำคัญสำหรับพวกเราที่เป็นเด็กและเยาวชน เพราะมันทำให้เด็กถูกตีกรอบด้วยข้อจำกัดบางอย่าง เช่น เป็นครูไม่ได้ รับราชการไม่ได้ การเดินทางออกนอกถิ่นที่อาศัยก็มีข้อจำกัด เราพยายามเสนอประเด็นนี้ขึ้นมาในเวทีระดับอาเซียน เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย”

ละเลยเลยรุนแรง

ในวิกฤตการระบาดของโควิด-19 “ลาหู่” ปรับบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นผู้สนับสนุน และช่วยเหลือให้เด็กและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชุมชน และจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถเข้าถึงปัจจัยจำเป็น เพื่อการป้องกันจากการได้รับเชื้อโควิด

ช่วงปี 2563-2564 โดยร่วมลงพื้นที่กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ และถุงยังชีพ ทันทีที่พ้นจากช่วยการจำกัดการเดินทาง ในสถานการณ์วิกฤตสุขภาพเกือบ 2 ปีเต็ม มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพพื้นฐาน

เด็กบางคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ความรุนแรงต่อเด็กที่ทวีมากขึ้นโดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตนี้

“ลาหู่” เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ละเลยเลยรุนแรง” เพราะการละเลยที่จะดูแลเด็กด้านสุขภาพ เราละเลยที่จะให้โอกาสการเรียนรู้แก่เด็ก เราละเลยที่จะดูแลและให้ความสำคัญต่อสุขภาพใจของเด็ก

ละเลยเลยรุนแรงในความหมายของลาหู่และเพื่อนผู้นำเยาวชนศุภนิมิตฯ ประกอบไปด้วย

– การละเลยด้านร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านอาหาร ความเป็นอยู่ สุขภาพ ขาดการให้ความสำคัญในการดูแลด้านจิตใจต่อเด็ก

– การละเลยด้านการศึกษาและการวางแผนชีวิต เด็กขาดผู้ใหญ่ให้คำปรึกษา ขาดทักษะชีวิต ทำให้ไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ส่งผลสู่การดำเนินชีวิตในอนาคตที่ไม่แน่นอน

– การละเลยด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ที่จะส่งผลสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก หรือส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็ก

– การละเลยที่จะให้เด็กมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง และขาดโอกาสในการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับชุมชน สังคม

ลาหู่ มูลนิธิศุภนิมิตฯ

ยุติความรุนแรงต่อเด็ก

วิกฤตโควิด-19 ปัจจัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สื่อสังคมออนไลน์ เป็นตัวเร่งให้ความรุนแรงต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น บวกกับการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ยังคง “ละเลย” ที่จะมองเห็นและตระหนักว่าปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชน

“ลาหู่” ยกตัวอย่างว่า ปัญหาสารเสพติดในชุมชนของตนเองยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน มันส่งผลให้เกิดความรุนแรงในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงความรุนแรงอื่น ๆ จึงจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ทั้งในเวทีระดับประเทศ นานาชาติ และรวมถึงจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนำเสนอต่อตัวแทนจาก 5 กระทรวง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยมีหมุดหมายที่การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับนโยบาย 4 ข้อเสนอแนะ ดังนี้

  • ปัญหาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน
  • การพัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็กในชุมชนห่างไกลเพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้แก่เด็กเปราะบางยากไร้
  • การแก้ไขข้อกำหนดเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของเด็กทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กชาติพันธุ์และเด็กไร้รัฐ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างมีคุณภาพ
  • การให้ความสำคัญกับเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ เพิ่มประชากรคุณภาพ ลดปัญหาเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อม

“นี่คือ 4 ข้อเสนอแนะที่ผมและเพื่อนผู้นำเยาวชนในฐานะตัวแทนของเยาวชนทุกคนได้นำเสนอต่อตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม”

ปัจจุบัน “ลาหู่” กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา โดยเป็นสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียวที่ได้ศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี

“ผมได้รับโอกาสนี้เพราะมูลนิธิศุภนิมิตฯ สนับสนุนทุนในการเรียน และผมได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของผม พ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักขึ้น รวมถึงพี่สาวของผมที่เสียสละไม่ศึกษาต่อเพื่อมอบอนาคตที่ดีกว่านี้ให้กับผม

ซึ่งแน่นอนว่าผมจะใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ และผมจะพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของชุมชนของเราที่เป็นคนชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาสำหรับผู้หญิง ผมตั้งใจว่าเมื่อผมเรียนจบ รายได้จากการทำงานของผมจะนำมาส่งเสียน้องสาวของผมให้ได้เรียนต่อสูง ๆ เราต้องไม่ละเลยที่จะสนับสนุนให้ทุกคนได้รับโอกาสการศึกษาครับ”

ลาหู่ มูลนิธิศุภนิมิตฯ