โกลบอลคอมแพ็ก ผนึกยูเอ็น เสนอแผนพัฒนาคนรับเศรษฐกิจยุค 5.0

ศุภชัย เจียรวนนท์

การพัฒนาคนของไทยรอไม่ได้อีกต่อไป สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็ก ผนึกยูเอ็น เสนอแผนพัฒนาทุนมนุษย์รับเศรษฐกิจยุค 5.0 ทั้งนักเรียน นักศึกษา ครู ตลอดจนแรงงานเกือบ 40 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมยกโมเดลใหม่ Sustainable Intelligence สร้างสังคมสู่ความยั่งยืนปี 2030

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวในการประชุม UN Global Compact Network Thailand Forum (GCNT Forum) 2566 “Partnership for Human Capital 5.0 towards Sustainable Intelligence-Based Society : พันธมิตรเพื่อพัฒนาคนยุค 5.0 สู่สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน”

ที่จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทยว่า การประชุม GCNT FORUM จัดขึ้นทุกปีเพื่อกำหนดทิศทาง แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนของสมาชิกสมาคมฯ ที่มาจากทั้งภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนกว่า 130 องค์กร พร้อมใช้โอกาสนี้ประกาศเจตนารมณ์ ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ รวมถึงระดมสมองเพื่อเตรียมการประชุมด้านความยั่งยืนสำคัญระดับโลก เช่น การประชุม COP28 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้การประกาศเจตนารมณ์ของสมาชิกสมาคมฯ ในแต่ละปีนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ซึ่งผมขอชื่นชมสมาชิกสมาคมฯ กว่า 50 องค์กร คิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของสมาชิกเมื่อปีที่แล้ว ที่ได้ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายใน ค.ศ. 2050 หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน ค.ศ. 2070 สอดคล้องกับการประกาศเจตนารมณ์ของสมาคมฯ และช่วยกำหนดเป้าหมายของประเทศไทย
สำหรับการประชุม COP27 ที่ผ่านมา จนปัจจุบัน ประเทศไทยมีองค์กรเกือบ 100 องค์กร ที่ได้ตั้งเป้า Net Zero แล้ว

โลกกังวลเป้า SDGs 17 ข้อไม่คืบหน้า

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า พื้นฐานการพัฒนาประเทศ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ อย่างไรก็ดี จากการประชุม SDGs Summit ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมในนามของนายกสมาคมฯ พบว่า ประชาคมโลกต่างกังวลกับการบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ ที่เดินหน้าอย่างล่าช้า หรือเพียงร้อยละ 12 ของเป้าหมายเท่านั้นที่เดินหน้าตามแผน ส่วนเป้าหมายอีกร้อยละ 30 ไม่คืบหน้าหรือตกต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อปี ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้น

เตรียมคนสู่ยุค 5.0

ทุกคนต่างร่วมกันค้นหาปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่จะช่วยให้โลกบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ข้อให้ทันเวลาในอีก 7 ปีข้างหน้า ทั้งเรื่องเงินทุน ภาวะผู้นำ ตลอดจน เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยพบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่อาจยังไม่มีการกล่าวถึงมากนัก คือ การเตรียมความพร้อมของ “คน” หรือทรัพยากรมนุษย์ ที่นอกจากจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงแล้ว ยังจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในยุคต่อไปหรือยุค 5.0

“คำถามคือ ยุค 5.0 คืออะไร? ต้องบอกว่าปัจจุบัน โลกอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการประมวลข้อมูล ซึ่งข้อมูลมีค่าดั่งน้ำมันในอากาศ โลกกำลังก้าวสู่ยุค 5.0 เป็นยุคที่มนุษย์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่ง AI หยิบยื่นทั้งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และอาจทำให้คนเป็น Superhuman แต่ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ตัวอย่างของอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจต่อยอดไปถึงสงครามทางไซเบอร์ หรือสงคราม AI มีผลรุนแรงที่เราไม่สามารถคาดการได้

หากเราใช้ AI โดยปราศจากคุณธรรมและธรรมาภิบาล กำกับ ดังนั้น คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการความยั่งยืนว่าด้วย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงจะเป็นคุณค่าสำคัญเพิ่มเติมจากยุค 4.0 เพื่อกำกับการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ เราอาจเรียกยุค 5.0 ใหม่ ที่เราควรสร้างร่วมกันนี้ว่า Sustainable Intelligence-Based หรือ SI Society แปลว่า“สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” หรือยุค “SI over AI” และเราจำเป็นต้องเตรียม “คน” ให้พร้อมสำหรับยุค 5.0 ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

นายศุภชัยอีกว่า เราต้องเตรียมความพร้อมเรื่องคนสำหรับเศรษฐกิจและสังคมสู่ยุค 5.0ที่เร่งรัดเข้ามาแล้ว ดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับโลกต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าไทยต้องลงมือ และเร่งมือพัฒนาทุนมนุษย์ ตั้งแต่วันนี้ก่อนจะสายเกินไป

การพัฒนาคนของไทยรอไม่ได้อีกต่อไป

ปัจจุบันการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยและความพร้อมต่ออนาคตยังถูกประเมินอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขนาดของ GDP มาก ไทยยังเผชิญข้อท้าทายหลายประการ อาทิ ระดับความรู้แนวลึก และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี ดังนั้น การพัฒนา “คน” หรือ “ทุนมนุษย์” ของไทยรอไม่ได้อีกต่อไป

นายศุภชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากนโยบายของภาครัฐรวมทั้งกิจกรรมของภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่อย่างดีแล้วในปัจจุบัน ผมขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมที่น่าจะช่วยเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์สำหรับยุค 5.0 มุ่งสู่ “สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” ดังนี้

1.สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่อยู่ในระบบกว่า 12.5 ล้านคนต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก้ปัญหา เรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง หรือ Action-Based Learning เสริมกิจกรรมแบบ Extra Curricular เพื่อสร้าง “นักสำรวจและทดลอง” หรือ Explorer เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คประจำตัวที่โรงเรียนให้ยืม พร้อมโปรแกรมคัดกรองเนื้อหา เรียนหลักสูตรที่ต้องตอบสนอง ทั้งความสนใจของผู้เรียน และความต้องการของตลาดแรงงาน เพิ่มความสามารถในการปรับตัว ด้วย Growth Mindset กล่าวคือได้รับการบ่มเพาะ “จิตสำนึกแห่งความยั่งยืน”

2.ครูผู้สอน ต้องปรับบทบาทจาก ผู้สอน หรือ Instructor เป็น โค้ช ผู้นำกระบวนการเรียนรู้ หรือ Facilitator ดึงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา เพื่อบ่มเพาะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีตัวชี้วัด ประกอบการจัดทำรายงานประเมินผลงานของครู ที่ส่งเสริมความโปร่งใส

“บทบาทของครูผู้สอนไม่ได้จำกัดแต่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น ภาคเอกชนมีบทบาทนี้ได้ เช่น จัดกิจกรรมเป็นฐาน หรือศูนย์การเรียนรู้ลักษณะ Action-Based หรือ Experience-Based Learning สอดคล้องกับ SDGs ข้อที่เกี่ยวกับธุรกิจของตน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจ เรื่องคุณธรรมและธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน วางกรอบความคิดใหม่ แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพราะกระบวนการเรียนรู้ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับหลักการความยั่งยืน จะถูกถ่ายทอดผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองนี้ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึก ฝึกการร่วมแก้ปัญหาระดับมหภาค คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

3.สำหรับแรงงาน เทคโนโลยียุค 5.0 ต้องการแรงงาน ที่มีทักษะต่างจากเดิม องค์กรควรปรับมุมมองในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการวิเคราะห์ว่าเราจะใช้ประโยชน์จาก AI อย่างไร ให้เสริมงานที่เราทำ นายจ้าง รวมถึง ภาครัฐ ควรเตรียมทักษะแรงงานและทรัพยากรมนุษย์อย่างไร เพื่อให้แรงงานปัจจุบันและอนาคตสามารถทำงานกับ AI ได้ มากกว่ากังวลว่า AI จะแย่งงานของเรา

“เราทุกคนควรตั้งคำถามร่วมกันว่าจะปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่มีภูมิปัญญาที่ยั่งยืนผ่าน life-long learning อย่างไร มากกว่ามุ่งตั้งข้อสังเกตว่าทำไม ยังมีช่องว่างทางความคิดระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า
ผมขอย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค 5.0 ควรมีความรับผิดชอบและการดูแล หรือ Just Transition เราต้องช่วยกันดูแลและปรับทักษะแรงงาน เพื่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5.0

โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะล่าง ถึง กลาง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90 ของแรงงานไทยทั้งหมด ที่มีราว 39.6 ล้านคน และต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5.0 ทั้งสิ้น เราต้องส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาและการมีงานทำ

สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการอบรม กลุ่มที่อาจถูกมองข้าม เช่น คนพิการ สตรี คนสูงอายุ แรงงานข้ามชาติ คนไร้สัญชาติ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ และคนที่พ้นโทษ


สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าคนที่มีภูมิปัญญาที่ยั่งยืน หรือคนยุค SI จะช่วยให้สังคมไทย และสังคมโลกจัดการกับ
ข้อท้าทายต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ ได้จริงตามกำหนด และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย จะไม่หยุดยั้ง ที่จะระดมกำลัง สนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษาเพิ่มขีดความสามารถของครู อาจารย์ บุคลากร ทางการศึกษา พัฒนาแรงงาน ให้มีทักษะเหมาะสม ต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5.0 เน้นการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สร้างคนที่อุดมไปด้วย “ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” สร้างพื้นที่แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”