ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิด 5 ความท้าทายด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย

set esg

ตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับ SET ESG Experts Pool เปิด 5 ความท้าทายด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย ถึงเวลาเร่งสร้างคน และขยายความร่วมมือเพื่อให้เท่าทันต่อวิกฤตและการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (29 พ.ย.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน SET ESG Experts Pool จัดงาน SET ESG Professionals Forum 2023 ภายใต้แนวคิด Together for Change เพื่อรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง นับเป็นเวทีระดมความร่วมมือของ ESG Professionals ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานอนุกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน และกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในปาฐกถาพิเศษ Moving the Mountain for Sustainable Impact, Yes,We Can!’ ว่า ขณะนี้ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่ความยั่งยืน แม้เผชิญกับอุปสรรคใหม่ การมีเพื่อนร่วมทางสนับสนุนกันย่อมดีกว่าเดินทางคนเดียว ขอให้ยึดหลักการ 3 ข้อ ประกอบด้วย

1.มองมิติความยั่งยืน (ESG) คือ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ที่เชื่อมโยงและไม่แยกขาดจากกัน

2.มองกว้างและมองไกลเกินกว่าห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งตัวองค์กรและส่วนรวม

3.ทลายกำแพงอคติ ก้าวข้ามอัตตาเดิม เรียนรู้และร่วมมือให้เกิดพลัง สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ยกระดับตลาดทุนไทยให้เท่าทันและทัดเทียมกับนานาชาติ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีและมีความหมายต่อทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

5 แนวโน้มความท้าทายในตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ภายในงาน SET ESG Professionals Forum 2023 : Together for Change ยังได้มีการนำเสนอ 5 แนวโน้มความท้าทายในการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนของตลาดทุนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ตกผลึกจากความคิดและการทำงานร่วมกันของสมาชิก SET ESG Experts Pool ตลอดปี 2566 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.การปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารและจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ (Supply Chain) จากแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่ยืดหยุ่น (Resilient Value Chain) พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผ่านความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดตลอดห่วงโซ่คุณค่าในการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจในทุกมิติ

2.การปรับตัวขององค์กรธุรกิจในมิติสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือมาตรฐานและกฎเกณฑ์ระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยควรเริ่มตั้งแต่การคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีฐาน (Baseline Emission) การตั้งเป้าหมาย และการปรับแผนกลยุทธ์ของธุรกิจ เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง

3.การสร้างโอกาสจาก Thailand Taxonomy ที่เปรียบเสมือน “ไม้บรรทัด” ที่ช่วยสร้างแนวทางสื่อสารว่าการดำเนินการของธุรกิจสร้างผลเชิงบวกจริง ไม่ได้เป็นการบิดเบือน (Greenwashing) รวมถึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน/ระดมทุน ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีให้กับธุรกิจ

4.เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล ESG จะเข้มข้นมากขึ้น ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญต่อ “กระบวนการ” ที่ได้มาของข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปิดเผยข้อมูล และสามารถสะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างแท้จริง

5.บทบาทของภาคการศึกษาที่จะยิ่งทวีความสำคัญ ในการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างองค์กร หน่วยงาน และภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ที่จำเป็นต้องผลิตคนทำงาน บุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและประเทศ

ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน ESG อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “คนทำงาน” ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนให้องค์กรดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งบุคลากรต้องเข้าใจและขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจริง

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯมุ่งสร้างและพัฒนาคนที่มีคุณภาพเพื่อสอดรับความต้องการของตลาดทุนมาโดยตลอด แต่ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จึงต้องมีความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อต่อยอด ถ่ายทอด และขยายความรู้ให้กว้างและเร็วที่สุด และเป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการตั้งแต่วันนี้


นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมบุคลากรที่ทำงานด้านความยั่งยืนในภาคตลาดทุน (SET ESG Experts Pool) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนา ESG ในวงกว้าง ตลอดจนการผลักดันธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบด้านและปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาลอย่างต่อเนื่อง สร้างความรู้ความเข้าใจ พัฒนาเครื่องมือด้าน ESG และการประเมิน SET ESG Ratings เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและการลงทุน รวมถึงวางระบบ Infrastructure เช่น ESG Data Platform เพื่อรวมศูนย์จัดการข้อมูลความยั่งยืน เป็นต้น