“เครือ ซี.พี.” มุ่งพัฒนา “คน” ตลอดห่วงโซ่อุปทาน-สู่เศรษฐกิจสีเขียว

พื้นฐานการพัฒนาประเทศคือการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมาย Sustainable Development Goals (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ปัจจุบันยังมีความท้าทายอยู่หลายด้าน

การประชุม UN Global Compact Network Thailand Forum (GCNT Forum) 2566 “Partnership for Human Capital 5.0 towards Sustainable Intelligence-Based Society : พันธมิตรเพื่อพัฒนาคนยุค 5.0 สู่สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ผ่านมา โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) และสหประชาชาติในประเทศไทย ได้นำเสนอข้อเท็จจริงว่าประชาคมโลกต่างกังวลกับการบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ข้อภายในปี 2030 ที่ยังเดินหน้าล่าช้า แม้จะเริ่มดำเนินการมาแล้ว 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2016

ที่ประชุมระบุอีกว่าปัจจัยที่จะทำให้เป้าหมาย SDGs ก้าวหน้า นอกจากเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรมแล้ว คือ การเตรียมความพร้อมเรื่อง “คน” หรือ “ทรัพยากรมนุษย์” โดยเฉพาะในอนาคต ที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 หรือเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มากขึ้น

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ เครือ ซี.พี. หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เปลี่ยนผ่านคนอย่างเป็นธรรม สู่องค์กรสีเขียว” ในงาน GCNT Forum 2023 โดยได้เปิดเผยถึงหลักการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่าของเครือ ตั้งแต่พนักงานในองค์กร ซัพพลายเออร์ ชุมชน และสังคมต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าสร้างคนรับยุค 5.0

ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร
ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร

“ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร” ผู้ช่วยบริหารประธานคณะผู้บริหาร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด กล่าวว่า ช่วงเวลา 8 ปีผ่านมานับตั้งแต่สหประชาชาติริเริ่มเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ โลกยังเจอความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ถูกยกระดับขึ้นเป็นสีแดง (code red) ความเหลื่อมล้ำ หรือสังคมสูงวัย จึงทำให้องค์กรต่าง ๆ เริ่มหาปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก คือ การพัฒนาคน คำถามคือเราจะพัฒนาคนอย่างไร ให้มีจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืน ควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำความตระหนักรู้ที่มีอยู่ไปต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ เพื่อช่วยองค์กร และประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสังคมสู่ยุค 5.0

“ดร.เนติธร” ชี้ว่า การพัฒนาทุนมนุษย์สู่ยุค 5.0 และเศรษฐกิจสีเขียว เราไม่สามารถจะเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสีเขียวได้เพียงข้ามคืน เพราะมีหลายกระบวนการที่ต้องดำเนินการให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งแนวราบ แนวดิ่ง สำหรับเครือ ซี.พี. เรามีวิธีการเปลี่ยนผ่านที่เริ่มจากภายในก่อน ค่อยขยับออกสู่ภายนอก

กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญของทุกหน่วยธุรกิจ (business unit) จะต้องมีแนวคิดไปในทางเดียวกันว่าเราจะไปทางไหน และมีการตั้งเป้าหมายอย่างไร มีเคพีไอวัดหรือไม่ ซึ่งไม่เฉพาะหน่วยธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น หากยังรวมถึงทุก ๆ ทีม ไม่ว่าจะเป็นแอดมิน บัญชี ล้วนต้องมีเป้าหมายร่วมกันว่า จะพัฒนาองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายอย่างไร และธุรกิจจะเกิดความเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

“เมื่อเราสร้าง หรือวางยุทธศาสตร์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว การมีเคพีไอเป็นจุดเริ่มที่ดี แต่ความท้าทายคือ ทำอย่างไรจะให้คนที่อยู่นอกรั้วบริษัท หรือซัพพลายเออร์ทั้งหมด มาร่วมกระบวนการกับเราด้วย ซึ่งในยุทธศาสตร์ของเครือจะมีการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด อีกปัจจัยหนึ่งคือการรายงานความโปร่งใสทั้งภายในและภายนอกองค์กรในลักษณะที่ชี้วัดได้ เราจะให้คนที่อยู่ภายนอกมีการเช็กดูว่าแต่ละปี เราทำได้ดีถึงเป้าหมายหรือไม่”

นอกจากนี้ในวงเสวนา ยังได้หารือถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5.0 ที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ “ดร.เนติธร” กล่าวว่า การนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปัญญาประดิษฐ์ หลายคนพูดว่าอาจเป็นการเข้ามาคุกคามงานของเขา แต่ถ้าหากเราไปถามเด็กรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา เขาจะสงสัยว่าจะทำงานกับปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ได้อย่างไร ฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นจะต้องคิดนอกกรอบ เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับเครื่องมือใหม่ ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร และจะใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดได้อย่างไร

“องค์กรของเราเช่นกัน เมื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสู่กระบวนการทำงาน ก็ต้องมีการอบรม ให้ความรู้พนักงานในแต่ละสายงาน เพื่อให้เขาเป็นผู้ควบคุมสายการผลิต ซึ่งเราต้องมีการสื่อสาร ทั้งนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรสีเขียว ในยุค 5.0 จำเป็นต้องมีแผนงานให้เห็นว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า เราวางแผนอย่างไร สรุปคือเราต้องจัดระเบียบองค์กร มีแผนงานชัดเจน มีการอบรมศึกษา และวางแผนกำลังคน ทั้งยังต้องสื่อสารให้มากขึ้น เราไม่ควรมีมุมมองที่ขัดแย้งสำหรับงานใดงานหนึ่งเพราะทุกคนจะต้องร่วมมือกัน”

เมื่อกล่าวถึงการเตรียมพร้อมทรัพยากรมนุษย์ “ดร.เนติธร” กล่าวอีกว่า เราต้องดูว่าขณะนี้องค์กรเรากำลังทำอะไรไปแล้วบ้าง และควรจะทำอะไรอีกบ้าง ที่จะตอบสนองความต้องการอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันสร้างพันธมิตรอย่างเร่งด่วน เพื่อวางแผนสร้างคนยุค SI (Sustainable Intelligence Based) ให้ทันกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งไปในทิศทางดังกล่าว ซึ่งความรับผิดชอบนี้เป็นของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกันวางโครงสร้างการศึกษาตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จากประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ไปจนถึงอุดมศึกษา และหลังจบการศึกษาแล้ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรนายจ้าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับเคลื่อนเป้าหมายและยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากเรื่องคนแล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีแนวทางยกระดับการดำเนินงาน มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลักที่มีความท้าทายสูง คือ 1.การมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2593 รวมถึงการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

2.การลดขยะของเสียที่ส่งไปกำจัดที่หลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ภายในปี 2573 ตลอดถึงการสร้างความร่วมมือ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และ 3.การดำเนินธุรกิจแบบมีส่วนร่วม (inclusive business) ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อให้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม


ตลอดจนการพัฒนา SMEs ผ่านแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เพื่อสร้างเสริม SMEs ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน