ถอดรหัสยั่งยืน AIS-กลุ่มเซ็นทรัล E-Waste สู่ Net Zero 2050

สมชัย เลิศสุทธิวงค์-พิชัย จิราธิวัฒน์
สมชัย เลิศสุทธิวงค์-พิชัย จิราธิวัฒน์

ธุรกิจปัจจุบันไม่ได้มองแค่การทำรายได้ และกำไรให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการดูแลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในหลากหลายมิติ ดังเช่นกรณีเอไอเอส และกลุ่มเซ็นทรัล นอกจากทั้งคู่จะมีโครงการของตนเองที่ให้ความสำคัญและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนแล้ว ยังมีความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงธุรกิจ และภาคสังคม

ล่าสุดได้ร่วมกันสานต่อจากโครงการ การทิ้งขยะ e-Waste อย่างถูกวิธี โดยยกทีมผู้บริหารลงพื้นที่ ณ หมู่บ้านคามิคัตสึ ที่เกาะชินโชกุ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้กระบวนการจัดการขยะ และแนวคิด Zero Waste ที่จะนำมาสู่การต่อยอดการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กับสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

ย้ำ Sustainable Nation

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) กล่าวว่า นอกจากสร้างมาตรฐานสินค้า บริการ นวัตกรรม และการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับภารกิจในการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมใน 2 แกนหลัก

คือ 1.ลดผลกระทบผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจ 2.ลด-รีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริมให้คนไทยร่วมกำจัด e-Waste อย่างถูกวิธี กับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย (Sustainable Nation)

“การมาถึงของดิจิทัลส่งผลให้เกิดขยะ e-Waste จนกลายเป็นปัญหาระดับโลก เช่น กรณีมูลค่าขยะ e-Waste ที่ถูกเผาทำลายมีมากถึง 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีการจัดเก็บอย่างถูกวิธีและรีไซเคิลได้เพียง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น จะเห็นได้ว่าปริมาณที่สูญหายระหว่างทางมีมหาศาล และจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

หากกำจัดไม่ถูกต้อง เป็นที่มาของโครงการคนไทยไร้ e-Waste ในปี 2562 เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และในปี 2563 ได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลรณรงค์ และเป็นช่องทางรับทิ้ง e-Waste ผ่านศูนย์การค้าในกลุ่มเซ็นทรัลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมไปถึงร้าน Power Buy”

ล่าสุดยังพร้อมเป็น HUB of e-Waste หรือศูนย์กลางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทยในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านเครือข่ายที่มาช่วยกันแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ ๆ ด้านจุดรับทิ้ง ด้านการขนส่ง หรือแม้แต่การรีไซเคิล ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 190 องค์กร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีช่องทางในการทิ้งที่จะนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีแบบไม่หลงเหลือเศษซาก และปราศจากการฝังกลบแบบ Zero e-Waste to Landfill

ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง

ด้าน “พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การจัดการปัญหาขยะอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากตัวเราที่ต้องทำทุกวัน และต่อเนื่องเป็นนิสัย แต่การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ต้องร่วมมือกันทำจากทุกภาคส่วน

อันเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล และเอไอเอส ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน และครั้งนี้เป็นการสานต่อโครงการการทิ้งขยะ e-Waste อย่างถูกวิธี โดยศึกษาแนวคิด และกระบวนการจัดการขยะเพื่อร่วมมือกันทำ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

“เรามีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นประเทศไทย มีโมเดลต้นแบบในการคัด แยก ทิ้งขยะ ได้อย่างถูกที่และถูกวิธี และยังเป็นการลดการฝังกลบขยะที่จะก่อให้เกิดปัญหาอีกมากมาย สร้างพฤติกรรมการใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นถัดไป”

ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลมุ่งสานต่อเจตนารมณ์ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทำ-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” โครงการเพื่อความยั่งยืนดำเนินการโดยกลุ่มเซ็นทรัล ผ่าน 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย

1.ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย 2.ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม (inclusion) ด้านการศึกษา 3.พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย 5.ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร

และ 6.ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลพิษ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน มีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจขององค์กร และขับเคลื่อนการลดการสร้างขยะให้เป็นศูนย์ ผ่านแคมเปญ Journey to Zero เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เป็นรีเทลแห่งแรกของไทยที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์ต้นแบบด้านการจัดการขยะทั่วประเทศ

ถอดบทเรียน คามิคัตสึ

การต่อยอดโครงการ e-Waste เพื่อเรียนรู้กระบวนการจัดการขยะ และแนวคิด Zero Waste เอไอเอส และกลุ่มเซ็นทรัล พาทีมงานไปลงพื้นที่ เมืองคามิคัตสึ (Kamikatsu) ที่เกาะชินโกกุ ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตนเองจากเมืองที่มีปัญหาด้านการจัดการขยะทั้งด้วยต้นทุนการขนส่งที่สูง (สูงจากระดับน้ำทะเล 100-700 เมตร เป็นพื้นที่ป่าไม้ถึง 88% เพาะปลูก 80% มีประชากรเพียง 1,400 คน) และข้อจำกัดด้านกฎหมายเตาเผาขยะ

สู่การเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องปลอดขยะ และการจัดการขยะอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นต้นแบบการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้ของคนที่รักสิ่งแวดล้อม

โดยเมืองคามิคัตสึ ได้ออกปฏิญญาขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งไม่ได้มีความหมายแค่การกำจัดของเสีย และขยะ แต่หมายถึง “วิธีคิด” ที่จะไม่สร้างขยะตั้งแต่เริ่มแรกด้วย พร้อมเปิดตัวองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ขยะเป็นศูนย์ ชื่อ Zero Waste Academy

ในปี 2005 ตั้งศูนย์ส่งเสริมการซื้อสินค้าใช้ซ้ำ Kurukuru Shop และร้านรีเมค Kurukuru Kobo แหล่งรวบรวมสินค้ารีไซเคิล ในปี 2006 โดยเริ่มมีการให้เช่าอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่ใช้แล้วนำไปใช้ซ้ำ มีการริเริ่มแคมเปญสะสมคะแนน Chiritsumo (คะแนนที่ได้จากการคัดแยกกระดาษต่าง ๆ และดัดแปลงเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน)

และเปลี่ยนจำนวนหมวดหมู่การคัดแยกขยะจาก 34 ประเภท เป็น 13 ประเภท และ 45 หมวดหมู่ จนสามารถทำยอดรีไซเคิลขยะได้ในอัตราสูงกว่า 80% เป็นครั้งแรก โดยในปี 2017 เริ่มการให้การรับรองขยะเป็นศูนย์ และรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก และก่อสร้างศูนย์ Kamikatsu-cho Zero Waste Center เพื่อช่วยกำจัดขยะเมืองคามิคัตสึให้เป็น “ศูนย์” เสร็จสมบูรณ์

โดยคนในชุมชนทุกคนได้ร่วมกันลดขยะในเมือง และพิสูจน์ตนเองด้วยสถิติรีไซเคิลขยะได้ในอัตรามากกว่า 80% ซึ่งความท้าทายในการร่วมกันกำจัดขยะของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก และในปี 2021 ได้ประกาศนโยบายขยะเป็น “ศูนย์” อีกครั้ง ผ่านเป้าหมายหลัก “การคิดถึงอนาคตของสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลาน ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล และส่งเสริมผู้อื่นให้ร่วมลงมือ”


โดยตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 เพื่อพัฒนาเมืองให้มีความงามทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข และเติมเต็มความฝันของพวกเขาได้