บพท.ผนึกมหาวิทยาลัยกว่างซี วางยุทธศาสตร์แก้จนระดับประเทศ

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ดำเนิน “โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” มาตั้งแต่ปี 2563 โดยนำโมเดลแก้ไขปัญหาความยากจนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยคำถามหลัก 3 ข้อ คือ คนจนอยู่ที่ไหน ? จนด้วยสาเหตุใด ? และจะแก้จนได้อย่างไร ? เข้าไปมีบทบาทกำหนดแนวทางประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ต่าง ๆ

ด้วยการวางหมุดหมายไว้ว่า สถาบันการศึกษาจะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย มีนักวิชาการ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ จึงเป็นหลักประกันความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้

ปัจจุบัน บพท.กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนใน 20 จังหวัดที่มีรายได้ครัวเรือนต่ำสุด จากข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคนปี 2562 ได้แก่ ปัตตานี, อำนาจเจริญ, แม่ฮ่องสอน, ชัยนาท, สุรินทร์, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สกลนคร, มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์, นราธิวาส, อุบลราชธานี, ลำปาง, พัทลุง, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, พิษณุโลก, เลย และยะลา เป็นต้น

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา

ปี’70 ตั้งเป้าคนยากจนมีโอกาส

“ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา” ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า บพท.ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่างซีมาตั้งแต่ปี 2563 แต่เป็นการร่วมมือในลักษณะของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตอนนั้นอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 จึงทำได้เพียงการส่งเอกสารข้อมูลให้กันและกัน

“สำหรับเหตุผลที่เราเลือกร่วมมือกับมณฑลกว่างซี เพราะเขามีความคล้ายคลึงเราอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดประชากรที่ใกล้เคียงกับเรา รวมไปถึงลักษณะภูมิประเทศ วัฒนธรรมก็มีความใกล้เคียงกัน ไม่เพียงเท่านั้น ประชากรยังมีอาชีพเกษตรกรรม และมีธุรกิจไทยไปลงทุนตั้งโรงงานที่นั่นอีกด้วย”

หลังจากนี้จะจัดตั้งศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนความยากจน โดยบทบาทเพื่อแลกเปลี่ยนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนบุคลากร สร้างผู้นำรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มแก้จนระดับจังหวัดเพื่อเป็นตัวอย่างให้รัฐบาลดูแลนำไปใช้

ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2570 น่าจะเคลียร์คนจนได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนจนจะหมดไปหรือคนจะเลิกจน แต่หมายถึงคนที่ตกงาน จะมีงานทำ และทำให้คนจนที่ชื่อตกหล่นจากระบบไม่เคยได้รับโอกาสหรือสวัสดิการใด ๆ ก็จะได้เข้าถึงโอกาส

“ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะเรียนรู้จาก ม.กว่างซี คือ การเรียนรู้เชิงนโยบาย โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยเป็นผู้นำ เรามีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มเชิงพัฒนาพื้นที่ นอกจากจัดการเรียนการสอนต้องรับผิดชอบปัญหาของพี่น้อง ฉะนั้นมหาวิทยาลัยหลายที่ต้องไปดูบริบทของจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัดคืออะไร ปัญหาพี่น้องคืออะไร แล้วทำออกมาเป็นงานวิจัย

เราเล็งพื้นที่เป้าหมายเอาไว้สัก 5-7 แห่งที่จะขยายผลและยกระดับทำโครงการต่าง ๆ ตอนนี้มีกาฬสินธุ์ พัทลุง ร้อยเอ็ด มุกดาหาร พัทลุง ปัตตานี ยะลา เป็นต้น ซึ่งจังหวัดที่เราเล็งจะคำนึงจากระบบของมหาวิทยาลัย มีความพร้อมหรือไม่ และชุมชนเอาด้วย เพราะในความเป็นจริง ก็มีบางชุมชนที่ไม่อยากให้ความร่วมมือ”

เชี่ยว เจียน ชวง
เชี่ยว เจียน ชวง

โมเดลกว่างซียกระดับเกษตรกร

“เชี่ยว เจียน ชวง” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกว่างซี กล่าวว่า การร่วมมือกับไทยครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยกว่างซีดำเนินการตามข้อกำหนดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีน และนโยบายปกครองตนเองมณฑลกว่างซี

เพื่อรวบรวมและขยายผลการบรรเทาความยากจนชนบท และกำหนดเป้าหมายยากจนในพื้นที่จัดตั้งกลุ่มผู้นำฟื้นฟูชนบท ตั้งแต่ผู้นำรัฐ และอธิการบดีมหาวิทยาลัย สนับสนุนหมู่บ้านในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ พร้อมยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน

นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร และสัตวบาล ภายใต้หน่วยงานสถาบันการวิจัยและพัฒนาชนบทใหม่ โดยบูรณาการคณาจารย์จากคณะเกษตรศาสตร์ คณะป่าไม้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะสัตวศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จัดตั้งผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนที่เชี่ยวชาญด้านเกษตร และคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ ร่วมพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือทางด้านเกษตร

ยกตัวอย่างเช่น การผลักดันให้พริกไทยเสฉวนเป็นอุตสาหกรรมท้องถิ่นช่วยขจัดความยากจน เราช่วยเหลือเกษตรกรหลายหมื่นราย ผ่านจัดตั้งศูนย์สาธิตอุตสาหกรรมพริกไทยเสฉวน ทั้งยังมีการก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพริกไทยเสฉวน ภายใต้มหาวิทยาลัยกว่างซี และทำงานร่วมกับเกษตรกร ฯลฯ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมีนวัตกรรมที่หลากหลาย ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับไทยไม่น้อย

กาฬสินธุ์นำร่องสู้ความยากจน

สำหรับประเทศไทย จังหวัดกาฬสินธุ์เป็น 1 ใน 20 จังหวัดนำร่องที่มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งยังมีการจัดตั้งโครงการ “คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ร่วมกับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์และเครือข่ายความร่วมมือ ร่วมดำเนินการตั้งแต่การค้นหาสอบถามการนำเข้าส่งต่อข้อมูลการช่วยเหลือผ่านโครงการนำร่องและการนำข้อมูล ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการหมุนเสริมระบบการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ให้มีความแม่นยำมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิชยุทธ จันทะรี
ผศ.ดร.วิชยุทธ จันทะรี

“ผศ.ดร.วิชยุทธ จันทะรี” รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริบทของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก หมดยุคที่ครูต้องมาอ่านตำราสอน แล้วให้เด็กต้องมาท่องหนังสือมาสอบ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3 การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ มีบทบาท คือ นอกจากการสอนหนังสือ ต้องมีส่วนช่วยพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มุ่งเน้นการสร้าง และพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูงตามความต้องการของท้องถิ่น และพัฒนาท้องถิ่นด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม

“เรามีวิสัยทัศน์จะเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น อันดับ 1 ของประเทศภายในปี 2570 ผ่านการผลิตกำลังคน และคิดค้นนวัตกรรม โดยมีหลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนทั้ง ป.ตรี โท เอก และยังมีหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้คนในภาคข้าราชการ ท้องถิ่นเข้ามาเรียนรู้ด้วย โดยจะเน้นการลงมือปฏิบัติจริง ทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นเทรนด์การเรียนรู้แบบใหม่ ที่ไม่ต้องนั่งสอน อบรมในห้องเรียนอย่างเดียว”

“ผศ.ดร.วิชยุทธ” กล่าวต่อว่า ตัวอย่างโครงการที่ ม.กาฬสินธุ์ผลักดัน เช่น ต้นแบบธุรกิจส่งเสริมเห็ดฟางครบวงจรพิชิตจน ในพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ตั้งกลไกคณะทำงานขับเคลื่อนคนจนกลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่า “ต้นกล้าท้าจน สหัสขันธ์” โดยเราใช้แผนพัฒนาครัวเรือนตามความต้องการ และทักษะความสามารถของคนจน

พร้อมกับจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้การเพาะเห็ดฟาง ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมภูสิงห์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเครือข่ายความร่วมมือกับบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ผู้มีบทบาทในการรับซื้อเห็ดจากครัวเรือนยากจน โครงการนี้มีชุมชนเข้าร่วมกว่า 41 ครัวเรือน เราจะนำความรู้ไปช่วยให้เขาผลิต เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละกว่า 13,000 บาท


นับเป็นตัวอย่างแก้จนที่น่าสนใจทีเดียว