KFC ผนึก กสศ. ปรับหลักสูตรแก้จน เรียน+ทำงาน

ข้อมูลสํารวจสถานการณ์ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาประจําปีการศึกษา 2566 โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ตัวเลข 18 ล้านคนคือจำนวนนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ อีกทั้งนักเรียนกว่า 1 ล้านคนอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ย 2,803 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าเส้นความยากจนของ สศช.

ความยากจนส่งผลให้เด็กมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษาสูง หรือไม่มีโอกาสเรียนต่อจนจบระดับอุดมศึกษาเพื่อไปมีอาชีพที่มั่นคงในอนาคต การไร้อาชีพที่มั่นคงไม่ใช่ปัญหารายบุคคล แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลภาพรวมของประเทศ โดย UNESCO ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นศูนย์ได้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาวมากขึ้นเกือบปีละ 3%

ด้วยเหตุนี้จึงมีการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดย กสศ. และ KFC ในฐานะภาคเอกชนเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจึงร่วมมือกับโครงการ พร้อมผนึกกำลังกับศูนย์การเรียนปัญญากัลป์

สานต่อโครงการ KFC Bucket Search เพื่อมอบโอกาสให้กับเด็ก และเยาวชนจากกระบวนการยุติธรรมได้เลือกการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองแบบยืดหยุ่น ทั้งด้านเวลาและวิชาเรียน ผ่านทางเลือก Work & Study หรือหลักสูตรวิชาชีพที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละคน เพื่อช่วยให้พวกเขาสำเร็จการศึกษาและพึ่งพาตนเองได้

เศกไชย ชูหมื่นไวย
เศกไชย ชูหมื่นไวย

“เศกไชย ชูหมื่นไวย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิเคเอฟซี กล่าวว่า เคเอฟซีมีแผนความยั่งยืนปี 2566-2568 ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ผู้คน (People), โลก (Planet) และ อาหาร (Food) ทั้งนี้ ในด้านคน เคเอฟซีร่วมกับ กสศ. เดินหน้าแก้ปัญหาเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ KFC Bucket Search

Advertisment

“เคเอฟซีเป็นแบรนด์เอกชนรายแรกในการนำร่องการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อมอบโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจและความเหมาะสมของตัวเด็กเอง ผ่านโครงการ KFC Bucket Search

เพราะเราต้องการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการพัฒนาคนให้มีทักษะจำเป็นเหมาะสมกับการทำงานในตลาดงานยุคปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทำงานจริง โครงการนี้สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบให้ภาคเอกชนอื่น ๆ ที่มีวิสัยทัศน์คล้ายคลึงกันสามารถเข้ามาร่วมแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาด้วยกันได้”

ภัทรา ภัทรสุวรรณ
ภัทรา ภัทรสุวรรณ

“ภัทรา ภัทรสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริหารแบรนด์เคเอฟซี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิเคเอฟซี กล่าวเสริมว่า KFC Bucket Search เป็นการเตรียมเด็ก ๆ ให้พร้อมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อพัฒนาให้ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด โดยวางเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการเพื่อมอบโอกาสให้เด็กที่หลุดออกจากระบบในพื้นที่ 40 จังหวัดทั่วไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

“เราเชื่อมั่นว่าเด็กไทยทุกคนมีศักยภาพที่หลากหลาย และควรได้รับการสนับสนุนให้ค้นหาศักยภาพและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นอาชีพได้ โดยในปีแรก (ปี 2566) มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 130 คนที่มีโอกาสกลับเข้าสู่สังคม ภายใต้ความร่วมมือกับ กสศ. ตั้งเป้ายกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 300 คน ภายในปี 2567 ภายใต้แนวคิดที่ว่า ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง”

Advertisment
ดร.ไกรยส ภัทราวาท
ดร.ไกรยส ภัทราวาท

“ดร.ไกรยส ภัทราวาท” ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษาควบคู่กับการทำงานให้แก่เด็กนอกระบบ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักของ Thailand Zero Dropout เนื่องจากภาคเอกชนมีความสามารถที่เข้มแข็งกว่าภาครัฐในการเชื่อมโยงระหว่างโลกของการศึกษากับโลกของการทำงาน

“ความร่วมมือของเคเอฟซีครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเอกชนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตของเด็กได้ โดยจากการสำรวจของ กสศ. ในกลุ่มเด็กนอกระบบ 35,003 คนทั่วประเทศ พบว่าเด็กประมาณ 50% มีความต้องการได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ และสนับสนุนการประกอบอาชีพ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย

โดยอาชีพที่พวกเขามองหาคืออาชีพที่ทำให้มีรายได้อย่างรวดเร็ว และเป็นอาชีพที่ช่วยทำให้พวกเขามีความมั่นคงได้ในอนาคต แสดงถึงแรงจูงใจภายในที่เห็นความสำคัญของการประกอบอาชีพมากกว่ามุ่งเป้าหมายไปที่การได้รับการศึกษาแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต”

การทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษาถือเป็นการทำงานกับกลุ่มที่ยากมาก เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ต้องการโอกาสที่สอง เพื่อที่จะกลับมาสู่ระบบการศึกษา แต่การกลับมาครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของการใช้วิชาการเป็นตัวนำ แต่เป็นเรื่องของการใช้วิชาชีพที่ตรงกับทักษะตรงกับสมรรถนะและเป็นวิชาที่นำไปใช้ประกอบอาชีพในชีวิตจริงได้ มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเด็ก

“ดร.ไกรยส” กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเด็กเกิดใหม่น้อยลง ทำให้จำนวนแรงงานลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นถ้าเราไม่ทำเรื่องการศึกษายืดหยุ่นในวันนี้ ในอนาคตข้างหน้าจะมีจำนวนคนให้เราพัฒนาน้อยลงอย่างต่อเนื่อง หากยังปล่อยให้เด็กหลุดออกจากการศึกษาในวันนี้ ก็จะยิ่งมีคนเข้าสู่กำลังแรงงานน้อยลงไปอีก เราต้องช่วยให้พวกเขากลับมาสู่โอกาสที่จะหลุดออกจากความยากจน ด้วยการศึกษาที่เหมาะสมและคำนึงถึงข้อจำกัดของพวกเขา

“ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ความร่วมมือของเคเอฟซี ประเทศไทย กสศ. และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ที่นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่น่ายกย่องและนำเสนอเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“ช่วง 9 เดือนผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการพยายามขับเคลื่อนหลายเรื่อง โจทย์ของเราคือทำอย่างไรที่จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา คุณครูสามารถพัฒนาการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา ทำอย่างไรแหล่งความรู้ในเมืองหลวงจะสามารถเผยแพร่ไปในส่วนภูมิภาคได้ ทำอย่างไรรูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังใช้อยู่ในโรงเรียนชั้นนำจะสามารถไปถ่ายทอดในโรงเรียนส่วนภูมิภาค ในโรงเรียนพื้นที่ชายขอบได้

เรามีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล หาแนวทางที่ทำให้ครูมีเครื่องมือและระบบการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยเพื่อจะเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาในการหาแนวทางให้เด็กสามารถเรียนรู้ แล้วก็หาประสบการณ์เพื่อที่จะนำไปพัฒนาตัวเอง”

“นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังประกาศใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Cradit Bank) และการรับรองประสบการณ์ ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายโอนหน่วยกิตหรือเทียบวุฒิการศึกษา และพัฒนา Skill Certificate ด้วยความตระหนักว่า ในปัจจุบันหลายองค์กรและหน่วยงานปรับแนวทางในการรับเด็กเข้าทำงาน ไม่ได้รับคนเข้าทำงาน โดยดูจากวุฒิการศึกษาเหมือนในอดีต

แต่ดูจากความสามารถในการทำงาน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง Skill Certificate คือหลักฐานที่ใช้บ่งบอกว่าแต่ละคนมีความสามารถด้านไหนบ้าง และต้องเรียนรู้หรือเพิ่มทักษะด้านใด เพื่อใช้พัฒนาความสามารถในแต่ละสายงาน”

นับว่าหลักสูตรที่ KFC ร่วมพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ชีวิต รวมถึงเป็นรูปธรรมสำหรับครูในโลกยุคใหม่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้