Wellness Culture ปัจจัยความสำเร็จองค์กรยุคใหม่

รวม
มัณฑนา รักษาชัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป (กลาง) ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ขวา) และ ธกานต์ อานันโทไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด (ซ้าย)

wellness culture ส่งผลต่อผลิตภาพขององค์กร ผู้นำรุ่นใหม่ต้องเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมทั้งที่ทำงาน และการใช้ชีวิต

วัฒนธรรมความสุขสมบูรณ์ (wellness culture) ในองค์กร เป็นเรื่องที่หลายบริษัททั่วโลกกำลังให้ความสนใจ และอยากให้เกิดขึ้นกับองค์กรในปัจจุบัน เพราะเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพใจ และสุขภาพกายให้ครบองค์ประกอบ 8 ด้าน (8 dimensions of wellness) ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนทีม และองค์กรให้สำเร็จอย่างมีพลัง และอย่างยั่งยืน

ผลเช่นนี้ จึงทำให้บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “LeadingWell Virtual Conference” โดยมีผู้นำและแขกรับเชิญจากทั้งไทย และต่างประเทศมาร่วมแชร์ประสบการณ์ และความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวบุคคล และองค์กร โดยมีทั้งการเสวนาแบบคณะ (panel discussion) และแยกห้องเพื่อพูดคุยตามหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งหมด 9 หัวข้อด้วยกัน

สำหรับ panel discussion เป็นหัวข้อ “workplace wellness” มีผู้ร่วมเสวนา คือ “มัณฑนา รักษาชัด” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป, “ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร” กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ “ธกานต์ อานันโทไทย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด

“มัณฑนา” กล่าวในเบื้องต้นว่าตลอด 2 ปีผ่านมา สลิงชอท กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของ wellness culture และเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับผู้นำผ่านแนวคิด leadership wellness โดยจัดกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น กลุ่ม “รวมพลัง ผู้นำเข้มแข็ง” และรายการ “ผู้นำแข็งแรง” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้บนโลกออนไลน์

สำหรับ wellness culture ไม่ได้เป็นแค่วัฒนธรรมที่เน้นสุขภาพด้านร่างกาย แต่เป็นวัฒนธรรมการมีสุขภาพดีแบบ “สุขสมดุล” คือ รวมทั้งสุขภาพจิตใจ, ความเป็นอยู่ที่เป็นสุข, การคิดที่เป็นสุข และการปฏิบัติที่เป็นสุข

โดย 8 มิติของ wellness ประกอบด้วย

1.emotional wellness หรือ wellness ทางด้านอารมณ์ การเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และจัดการกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ

2.physical wellness หรือ wellness ทางด้านร่างกายและสุขภาพ การรักษาสุขภาพร่างกายและมองหาการดูแลสุขภาพร่างกายที่จำเป็น

3.spiritual wellness หรือ wellness ทางด้านจิตใจ การพัฒนาชุดของคุณค่าที่ช่วยให้ผู้นำสามารถมองหาความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิต

4.intellectual wellness หรือ wellness ทางด้านสติปัญญา การเปิดรับกับความคิดใหม่ ๆ และการขยายองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

5.social wellness หรือ wellness ทางด้านสังคม การมีบทบาททางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความรู้สึกสะดวกใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายสนับสนุนตนเอง
6.environmental wellness หรือ wellness ทางด้านสิ่งแวดล้อม การมีไลฟ์สไตล์ที่มีความเคารพในสิ่งแวดล้อมรอบตัว

7.financial wellness หรือ wellness ทางด้านการเงิน การมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ด้วยการวางแผนและบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพให้สามารถใช้รูปแบบการใช้ชีวิตได้อย่างสอดคล้อง

และ 8.occupation wellness หรือ wellness ทางด้านอาชีพ การมีความสุขในอาชีพการทำงาน ด้วยการมีความเข้มแข็งทางจิตใจ สามารถบริหารอารมณ์ ความเครียดตัวเอง และดูแลอารมณ์คนรอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“มัณฑนา” อธิบายต่อว่า ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งผู้นำองค์กรมีบทบาทกำหนดทิศทางนโยบาย และนำพาองค์กรก้าวเข้าสู่ wellness culture

แต่ผู้นำยุคใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยจากงานวิจัยเกี่ยวกับผู้นำและความเครียด พบว่า ผู้นำ 88% บอกว่า งานคือต้นเหตุแห่งความเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานในบทบาทผู้นำองค์กร, ผู้นำ 66% เชื่อว่าตนเองเครียดกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และผู้นำ 60% มองว่าองค์กรไม่ได้เตรียมเครื่องมือ หรือวิธีการเพื่อช่วยเหลือการจัดการกับความเครียดในองค์กร

“สลิงชอท กรุ๊ป จึงทำ leadingWell ให้เป็นโปรแกรมที่เน้นกระบวนการสร้าง wellness culture ในองค์กร ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้นำ ในการเป็นต้นแบบในเชิงพฤติกรรม เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจไปสู่คนในองค์กร ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เนื่องจากคนในองค์กรมีสุขภาพดี และมีความสุขในการใช้ชีวิต จึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น”

ขณะที่ “ดร.รักษ์” เล่าถึงประสบการณ์ว่า ผู้บริหารปัจจุบันมีแนวทางการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เพราะโลกในอดีตไม่ได้ซับซ้อนเท่าปัจจุบัน และคนไม่เรียนรู้นอกเหนือจากสิ่งที่ต้องทำ

สมัยก่อนคนต้องรู้ลึกถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่ปัจจุบันคนต้องรู้รอบเหมือนคำพูดที่ว่า มีความรู้แบบเป็ด (multipotentialite) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในยุคนี้ เพราะการที่คนมีองค์ความรู้รอบด้านสะสมไว้ จึงมีแนวโน้มจะปรับตัวให้อยู่รอดได้ง่ายและเร็วกว่า

“อย่างตัวผมเป็นนายธนาคาร ผมเคยเชี่ยวชาญด้านการเงิน การปรับโครงสร้างหนี้ และการขายหนี้ ซึ่งในอดีตผมสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ทุกวันนี้ผมต้องมีทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย ต้องเข้าใจบริบทของลูกค้า ต้องมีการทำ customer journey (เส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนจะเป็นลูกค้า) มีการทำ customer experience (การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า) และฟังฟีดแบ็ก”

“และเมื่อก่อนการสื่อสารเป็นแบบ one way communication (การสื่อสารทางเดียว) แต่วันนี้เป็นโลกของ two way communication (การสื่อสารเน้นการโต้ตอบ) จึงทำให้ฟีดแบ็กมีความหมายกับการให้การบริการ และการคิดค้นผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก”

“ดร.รักษ์” บอกว่า ความเครียดของคนทั่วไป และผู้นำองค์กรเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากเป้าหมายความสำเร็จซึ่งต่างกันไปในแต่ละยุค เช่น ปัจจุบันการเป็นสตาร์ตอัพมี wow factor เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และเป็นที่ยอมรับ แต่สมัยก่อนคนเจเนอเรชั่น X ต้องเรียนจบในสถาบันที่ดีที่สุด ต้องต่อปริญญาโทและเอกในสถาบันที่ทุกคนยอมรับ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และอายุไม่เกิน 50 ปีจะต้องไปถึงตำแหน่ง top executive แล้ว

เพียงแต่เส้นทางในการไปถึงแต่ละเป้าหมายต้องแลกกับอะไรหลายอย่าง และแน่นอนว่าเราใช้พลังงานชีวิตเยอะมาก บางคนพอมาถึงจุดที่ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว พบว่าข้างในทั้งทางร่างกาย และจิตใจพังแล้ว เพราะแต่ละวันต้องบริโภคความเครียด, ภาระ, ความกดดันทั้งเช้า กลางวัน เย็น

“ตัวผมเองสุดโต่งกับการทำงานมาก ทำงานวันละ 12-15 ชั่วโมง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทุกอย่างรอบตัวปั่นป่วน และพอมาถึงจุดหนึ่งร่างกายบอกผมว่าไม่ไหวแล้ว มีอาการแผลในกระเพาะอาหารและออฟฟิศซินโดรม ที่ใคร ๆ บอกว่าไม่เป็นไร แต่ในที่สุดกลับทำให้ผมล้มทั้งยืน จนผมต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้น ความเครียดจึงเป็นเรื่องน่ากลัว และทำให้คนเสียชีวิตได้”

“เพราะคนเรามีเรื่องท้าทายในชีวิตไม่รู้จบ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ การดูแลร่างกาย จิตใจให้สงบ เป็นมิตรกับตัวเองมากขึ้น ด้วยหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหารดี, อากาศ/บรรยากาศดี และออกกำลังกาย เพื่อจะสามารถดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง องค์กร และคนรอบข้างได้”

สำหรับนักธุรกิจสตาร์ตอัพ “ธกานต์” กล่าวว่า การทำธุรกิจสตาร์ตอัพเครียดมาก ตอนนี้ผมอายุ 29 ย่างเข้า 30 ปี เคยอยากจะเกษียณตอนอายุ 30 ต้น ๆ เพราะถูกผู้ที่มีอิทธิพลในแวดวงสตาร์ตอัพอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และสตีฟ จ็อบส์ อดีตประธานบริหารของแอปเปิล ให้มุมมองว่า ความสำเร็จเกิดได้ตอนอายุยังน้อย จากนั้นจะได้เกษียณอายุตอนไม่เกิน 40 ปี

“ขณะเดียวกัน ผมไม่มีความรู้ และความสามารถในการดูแลตัวเอง ซึ่งคนที่ทำสตาร์ตอัพที่อายุรุ่นเดียวกันกับผม ต้องระดมทุนใหม่ทุก 6-9 เดือน ทั้งเรื่องการดูแลลูกน้องก็เป็นเรื่องใหม่ และต้องดูแลความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่รัก และพ่อแม่ไปพร้อม ๆ กัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด mental breakdown (ความเจ็บป่วยทางอารมณ์และจิตใจ หรือภาวะสติแตก) ได้ โดยคนรอบตัวผมที่ทำสตาร์ตอัพต่างเป็นโรคซึมเศร้า และ mental breakdown เกิน 50%”

“ช่วง 5-6 ปีก่อนหน้านี้ พ่อแม่อยากให้ผมเรียนปริญญาโท และผมต้องทำงานไปด้วย ขณะเดียวกัน ผมเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จหมดแล้ว ส่วนผมยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และบริษัทตอนนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ อยู่กับความเครียดทุกวัน และหาที่พึ่งไม่ได้ ส่งผลให้ผมพบจิตแพทย์เพื่อรักษาความเครียด”

“ผมทานยาด้านจิตเวชวันละกว่า 10 เม็ด พออยู่มาวันหนึ่งธุรกิจฟื้นตัวขึ้นมา ขายได้ และบริษัทเริ่มโต จากเคยมีพนักงานไม่ถึง 10 คน กระทั่งมีพนักงานเพิ่มเป็น 120 คน ภายใน 1 ปี ผู้นำต้องอยู่กับความเครียดทุกวัน ดังนั้น ต้องดูแลร่างกาย และจิตใจที่มากพอ เพื่ออยู่กับความกดดันได้”

“ธกานต์” บอกอีกว่า คนรุ่นใหม่ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจมากกว่าทางร่างกาย และเกิด mental breakdown จนเป็นเรื่องปกติ เพราะแต่ละวันเข้าโซเชียลมีเดีย โพสต์เรื่องราวต่าง ๆ ให้คนมาสนใจ พอมีคนสนใจน้อย หรือไม่มีคนสนใจ บางคนก็เกิดความเศร้า

ผู้นำยุคนี้จึงเผชิญการแข่งขันเรื่องความเร็ว (speed) สูงมาก และอยู่ในสังคมอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิดการแข่งขันได้ง่ายมาก จึงมีคนในวงการสตาร์ตอัพหลายคนที่ชีวิตไม่สมดุล ทั้งจากอินเทอร์เน็ต การเปรียบเทียบ และการไม่ดูแลตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำองค์กร และทุกคนต้องทำมีอยู่ 2 กิจกรรมที่ควรทำทุกวัน คือ 1.การดูแลตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย 2.การพัฒนาจิตใจ เช่น การนั่งสมาธิ พัฒนาจิตใจ ปลูกต้นไม้ และเล่นโยคะ

“หลังจากที่ผมทำสิ่งเหล่านี้ ผมมีความเครียดลดลง ทำให้ productivity (ผลิตผลและผลิตภาพ) ดีขึ้น ตอนนี้ Globish มีคลาสสอนให้ลูกค้าต่อวันเกือบ 1 พันคลาส และมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมจึงเชื่อว่าสุขภาพจิตของผู้บริหารที่ดี ส่งผลให้สุขภาพจิตพนักงานดีขึ้นด้วย และทุกอย่างก็จะดีตาม นอกจากนั้น คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองผู้นำเป็น leader แต่มองหาผู้นำที่เป็น life leader หรือเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมทั้งที่ทำงาน และการใช้ชีวิต”


นับว่าการดูแลสุขภาพใจ และสุขภาพกายที่ดี ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนทีม และองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างมีพลัง