ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนภาคีร่วมสร้างพื้นที่ป่ากับ Care The Wild “ปลูกป้อง Plant & Protect” สร้างสมดุลระบบนิเวศจากต้นทาง

“ป่า” ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งต้นน้ำ อากาศ ช่วยดูดซับคาร์บอน และด่านหน้าในการยับยั้งภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ฟูมฟักความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งเรียนรู้ และช่วยสร้างรายได้ให้กับทุกชีวิต 

อาจกล่าวได้ว่า ยิ่งมีพื้นที่ป่ามากเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อสิ่งชีวิตมากเท่านั้น หากเมื่อใดที่ผืนป่าลดน้อยลง ความมั่นคงในการใช้ชีวิตก็จะลดลงด้วย ดังนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 จึงระบุไว้ว่า “ควรมีพื้นที่สีเขียวหรือป่าต้นน้ำร้อยละ 40 ขึ้นไป ถึงจะเพียงพอต่อความสมดุลของระบบนิเวศไทย” แต่จากข้อมูลเมื่อปี 2557 พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าหยุดนิ่งอยู่ที่ 102.48 ล้านไร่ หรือเพียงร้อยละ 31.5 เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทำให้หลายภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญ และพยายามเพิ่มพื้นที่ป่ากันอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

ล่าสุดกับโครงการ Care The Wild “ปลูกป้อง Plant & Protect” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โครงการที่จะนำมาซึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ป่า และสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศ 

ตลาดทุนเพื่อทุกคน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกคน ด้วยวิสัยทัศน์ To Make the Capital Market “Work” for Everyone ควบคู่กับการผลักดันให้เกิดภาวะสมดุลของโลก รวมทั้งขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบของสหประชาชาติ (SDGs) ข้อ 13 Climate action คือ เร่งต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น และขับเคลื่อนการทำงานด้วยข้อ 17 Partnerships for the goals ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อทำงานและสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงผนึกกำลังทุกภาคส่วนจัดทำโครงการ Care The Wild “ปลูกป้อง Plant & Protect”

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมือง ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ป่าลดลง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำมาซึ่งอุบัติภัยต่าง ๆ สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทุกคน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการเสริมสร้างสมดุลระบบนิเวศ เดินหน้าร่วมมือกับกรมป่าไม้ และภาคีเครือข่ายจากทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม ริเริ่มโครงการ Care the Wild ภายใต้แนวคิด ปลูกป้อง Plant & Protect อันเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินงานลักษณะระดมทุนเพื่อปลูกต้นไม้และส่งเสริมการดูแลต้นไม้ โดยมีช้างรักษ์ป่า หรือ พี่ปลูกป้อง เป็นสัญลักษณ์ของโครงการ

“ผู้สมทบทุนโครงการจะได้เรียนรู้และทำงานร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น ตั้งแต่การออกแบบระบบนิเวศ ตลอดจนติดตามความเจริญเติบโตของต้นไม้และการทำงานของชุมชนได้ทุก 6 เดือน และต่อเนื่องนานถึง 6 ปี โดยมุ่งเน้นการดูแลต้นไม้ที่ปลูกให้เติบโตบนหลักธรรมาภิบาล จนกลายเป็นผืนป่าได้อย่างแท้จริง ผ่านแอปพลิเคชัน “Care the Wild” 

ต่อยอดสู่ความยั่งยืน

คุณนพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดเผยถึงผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมและการต่อยอดของโครงการนี้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงการเป็น Cooperate citizen ที่ไม่เพียงดำเนินธุรกิจบนมาตรฐานและกรอบของกฎหมาย แต่ยังได้ขยายบทบาทไปสู่การร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย โครงการ Care the Wild จึงนับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาครัฐ ในการพัฒนาให้มนุษย์อยู่บนเส้นทางเดียวกับความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Care the Wild เริ่มนำร่องการทำงานกับชุมชนมาตั้งแต่ปี 2562 ณ บ้านชัฏหนองยาว จ.สุพรรณบุรี สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้จำนวน 10 ไร่ ด้วยต้นไม้จำนวน 2,000 ต้น ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 18,000 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีการดูแลต้นไม้ให้อยู่รอดเป็นป่าอย่างแท้จริงได้กว่าร้อยละ 90 โดยในปีนี้ โครงการ Care the Wild มีเป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้จำนวน 100,000 ต้น ร่วมกับองค์กรธุรกิจพันธมิตรในระยะเวลา 1 ปีแรกหลังเปิดโครงการ ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 900,000 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ทั้งนี้ กรมป่าไม้ ภาคีหน่วยงานภาครัฐได้นำเสนอพื้นที่ป่าชุมชนร่วมโครงการในเบื้องต้นรวม 717 ไร่  ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ป่าชุมชนบ้านเขาหัวคน จ.ราชบุรี, ป่าชุมชนบ้านพุตูม จ.เพชรบุรี, ป่าชุมชนบ้านใหม่ จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านนาหวาย จ.น่าน, ป่าชุมชนบ้านหนองปิง จ.กาญจนบุรี, ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง จ.นครราชสีมา และป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม โดยแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะเด่นและเป้าหมายแตกต่างกันไป ผู้สมทบทุนสามารถเลือกพื้นที่ได้ตามความสนใจและจุดประสงค์ของตนเอง เช่น สร้างระบบนิเวศใหม่ ลดภัยพิบัติ ลดพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพิ่มป่าต้นน้ำ สร้างอาชีพ หรือสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เป็นต้น

ทางด้านคุณอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยผ่านจุดการเสียพื้นที่ป่าไปมากตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา จนเมื่อปี 2557 เราถึงจะมีจำนวนพื้นที่ป่าที่หยุดนิ่งอยู่ที่ 102.48 ล้านไร่ แปลว่าไม่เสียพื้นที่ป่าเพิ่ม เป็นเรื่องที่ดี แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้พื้นที่ป่าที่หล่อเลี้ยงพี่น้องประชาชนของเราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีพื้นที่อย่างน้อยร้อยละ 40 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย “Care the Wild” เป็นโครงการดี ๆ ที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการที่ช่วยฟื้นฟูป่าชุมชนที่มีอยู่กว่า 12,000 แห่ง ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ใช้ประโยชน์ให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่เฉพาะแค่มนุษย์เท่านั้น ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถต่อยอดให้มีต้นไม้เพิ่มขึ้น ไปจนถึง 100 ล้านต้น”

ผนึกกำลังครั้งสำคัญ

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าความร่วมมือครั้งสำคัญนี้มีความพิเศษอยู่ที่ ผู้ร่วมโครงการไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือประชาชนทั่วไป สามารถติดตามความเติบโตของต้นไม้ที่ปลูกได้ เพื่อให้แน่ใจว่าต้นไม้ของเราจะเติบโตไปเป็นป่าและสร้างประโยชน์ได้ 100% ทำให้ปัจจุบัน มีองค์กรต่าง ๆ ตบเท้าเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ชมรมคัสโตเดียน ชมรมปฏิบัติการหลักทรัพย์ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) 

อย่างไรก็ตาม Care the Wild ยังคงต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติมอีกมาก เพื่อกระจายพื้นที่ป่าให้มากกว่าร้อยละ 40 ทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นทีมปลูกป้อง ปลูกป่าใหม่ ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ขยายพื้นที่ป่า เรียนรู้เรื่องราวของธรรมชาติ และติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปด้วยกัน โดยองค์กรที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ carethewild@set.or.th และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถร่วมปลูกป่าได้ที่แอปพลิเคชัน Care the Wild ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android หรือคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.setsocialimpact.com และเฟซบุ๊ค SET Social Impact

Care the Wild นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เพราะนอกจากจะช่วยคืนความสมดุลให้ธรรมชาติแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมั่นคง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อีกด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ