ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับ’บุพเพสันนิวาส’ ความรุ่งเรืองของอยุธยา ที่ไม่ได้มีแค่ความรักของพี่หมื่นและการะเกด

กระแสของละคร”บุพเพสันนิวาส” ยังคงสร้างสีสันความสนุกสนานที่แฝงไปด้วยความรู้มาอยากต่อเนื่อง รวมทั้งในงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 ด้วยเช่นกัน “หนังสือแนวประวัติศาสตร์” ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่อีกครั้ง…

หากถามว่า “การศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างคุณค่าอย่างไรให้ตนเอง และสังคม”แล้วนั้น หม่องหลวงปนัดดา ดิสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสั้นๆ ในงาน “ปันความรู้สู่สังคม” ที่จัดโดยสำนักพิมพ์ดีเอ็มจีที่จัดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

สิ่งแรกคือก่อให้เกิดความรักชาติ และภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน รักและหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ พร้อมกับอนุรักษ์และสืบสานสิ่งที่ดีงามไปยังคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ เหตุการณ์หรือพฤติกรรมช่วยให้เข้าใจความคิด ความรู้สึกของคนในสังคมต่างๆ ในเวลาที่ต่างกัน เก็บบทเรียนจากประวัติศาสตร์ทั้งด้านดี และไม่ดี มาเรียนรู้และเลือกปฏิบัติ และทำให้เราเข้าใจในสังคมปัจจุบันมากขึ้น อีกทั้งยังนำมาซึ่งประโยชน์ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้


“หารเราไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว…เราจะรักชาติได้อย่างไร”

นอกจากนี้ยังมีการเสวนา ในหัวข้อ “ย้อนรอยประวัติศาสตร์ไทย กับละครบุพเพสันนิวาส” โดยอาจารย์วิโรจน์ ศรีสิทธิ์เสรีอมร ที่ปรึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ในละครบุพเพสันนิวาสกล่าวว่า ตนเองนั้นไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ แต่ได้ทำงานละครประวัติศาสตร์มาหลายอย่าง ทำให้ตนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ซึ่งตนเองนั้นจะศึกษาเรื่องเจาะเฉพาะงาน พอมาทำบุพเพสันนิวาสที่ได้ ‘ภวัต พนังคศิริ’ เป็นผู้กำกับ ซึ่งเขาได้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ และได้ให้ช่วยดูในด้านของประวัติศาสตร์

และที่ตนเองยินดีมาสนับสนุนเนื่องจาก อยากให้คนรุ่นใหม่มาทำละครประวัติศาตร์ เพราะตนเองนั้นเริ่มเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่มีคนมาสานต่อแล้ว

ส่วนการทำงานประวัติศาสตร์นั้นถามว่าจะยึดอะไรเป็นหลักนั้น ดร.วิโรจน์ระบุว่า ความจริงเราไม่ได้ยึดเรื่องโบราณสถาน แต่คือ รัฐศาสตร์ ที่เราจะต้องเรียนรู้การปกครองว่าในสมัยอดีตปกครองกันอย่างไร ยศ ชนชั้นต่างๆ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาอย่างไร รู้ถึงการเดินทาง พื้นฐานชีวิต แล้วค่อยให้ตัวละครนั้นๆ เข้าไปสวมบทบาท

“การทำบุพเพสันนิวาสนั้น จะต้องแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของสมัยอยุธยา เราจะเห็นพี่หมื่นอยู่ๆก็พายเรือพาแม่การะเกดท่องแม่น้ำไปเมืองนู้น ไปตลาดต่างๆ โดยไม่มีเรื่องราวอื่นๆ เลย เพราะเราอยากให้เห็นความรุ่งเรือง สิ่งเดียวที่เราจะทำคือทำอย่างไรให้คนเห็นเมืองอยุธยาที่ยังสมบูรณ์ และมีความสุข ความเป็นอยู่ของคนอยุธยายุคนั้นเขาอยู่กันอย่างไร นี่คือจุดขาย เพราะถ้าตัดประวัติศาตร์ออกไป ละครเรื่องนี้จะเหลือแค่แม่การะเกดกับพี่หมื่นรักกันเท่านั้น”

และด้วยความเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ของภวัต พนังคศิริแล้ว ทำให้เขาสามารถทำละครบุพเพสันนิวาส เป็นละครประวัติศาสตร์ร่วมสมัยได้

ถัดมาที่ท่านทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติรรมแห่งประเทศไทย อธิบายถึงข้อถกเถียงในโซเชียลมีเดียถึงตอนหนึ่งของละครในการถวายพระราชสาสน์จากทูตฝรั่งเศสที่ทูลเกล้าถวายนั้นว่า สำหรับคนไทยภาพนั้นอาจจะดูแปลกๆ แต่สำหรับต่างชาตินั้น ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับตัวราชทูต เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่คนไทยนั้นให้ความสำคัญกับพระราชสาสน์มากกว่า

ส่วนด้านตัวละครอย่างพี่หมื่นเดชที่เป็นนักการทูต รับบทแสดงโดยโป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูตินั้น ทูตอภิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่การเป็นนักการทูตนั้น หน้าที่สำคัญหลักคือ การปกป้องคุ้มครองดูแลผลประโชยน์ของประเทศชาติ โดยคนที่มาทำหน้าที่นั้นจะต้องมีคุณบัติที่จะต้องเจรจากับผู้อื่นได้ ทั้งในเรื่องของภาษา เรื่องของประวัติศาสตร์ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศนั้น และที่สำคัญคือ จะต้องมีความรักประเทศอย่างจริงจัง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศ​ขณะเดียวกันพยายามให้ประเทศเสียผลประโยชน์น้อยที่สุด

ด้านธนิต พุ่มไสว เจ้าของภูษาผ้าลายอย่าง และผู้สร้างสรรค์ลายผ้าในละครบุพเพสันนิวาสนั้นกล่าวว่า สำหรับในละครนั้นตนเองได้ออกแบบผ้าลายอย่างที่ใช้ในละคร 20 ผืน โดยใช้เวลา 6 เดือน ซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งให้กับ “ผ้าไทย” ที่เริ่มจางหายกลับมามีชีวิต และได้รับความนิยมอีกครั้ง

ทั้งนี้ธนิตยังได้ฝากให้ทุกคนภูมิใจในความเป็นไทย การเลือกใส่ผ้าไทยเป็นเรื่องที่ควรจะส่งเสริม และไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

ถึงแม้ละครบุพเพสันนิวาสจะจบลงไป แต่ประวัติศาสตร์ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่ได้ถูกถ่ายทอดจากตัวละคร สร้างสีสันให้กับคนในประเทศจะไม่จางหายไปอย่างแน่นอน