“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ-เมืองคานส์ “ยืมสายตาของเด็กมาใช้ในการทำหนัง”

โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ถือเป็นนักทำหนังขาประจำของเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังของเขาได้เข้าชิงปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุด ปีนี้ “Shoplifters” หนังใหม่ของเขาคว้ารางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาได้สำเร็จ  

“Shoplifters” มีชื่อภาษาไทยว่า “ครอบครัวที่ลัก” กำลังจะเข้าฉายในเมืองไทย 2 สิงหาคมนี้ ก่อนจะได้ชมภาพยนตร์จากผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังครอบครัวคนนี้ เราไปคุยกับโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ถึงประเด็นแง่มุมต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และที่ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ แต่เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำหนังเรื่องก่อน ๆ ของเขา

Q: ได้ยินมาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในญี่ปุ่น

โคเรเอดะ : จริง ๆ ก็ไม่ได้เอาข่าวจากเหตุการณ์จริงทั้งหมดมาสร้าง ที่ญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีก่อนมีคดีค่อนข้างเยอะในเรื่องการลักพาตัว และเรื่องที่มีครอบครัวใช้เงินบำนาญของผู้สูงอายุเลี้ยงตัวเองกันเยอะมาก ไม่ทำการทำงานกัน พอเกิดเหตุการณ์พวกนี้ขึ้นเยอะ เลยอยากลองนำมาเขียนเป็นภาพยนตร์ดู ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด แต่แค่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้นครับ

Q: ทำไมถึงเลือกหยิบประเด็น “ครอบครัวนักขโมยของ” มาใช้

โคเรเอดะ : แค่เอาคดีที่เกิดขึ้นบ่อยมาใช้เป็นประเด็นหลักเฉย ๆ อย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งที่เป็นขโมยกันยกบ้าน คือก็คิดแบบนั้นเอาไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างเลยครับ


Q: ภายในเรื่องกล่าวถึงตัวละครอากิ ที่มีอาชีพแชตโฟนเป็นตัวแทนความเหงา หรือสะท้อนสังคมไหม

โคเรเอดะ : ไม่ใช่เรื่องความเหงาอะไรของตัวละครอากิ เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าครอบครัวนี้จะขโมยของกัน ทำอะไรหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอด เวลาอยู่บ้านก็หลบกันทั้งเรื่องจริง ๆ อย่างตอนดูดอกไม้ไฟ ก็จะแอบดูกัน ไม่ออกไปเจอใคร เด็ก ๆ ก็จะไม่เรียกพ่อแม่ตรง ๆ งานของอากิก็เหมือนกันที่ไม่ต้องเห็นหน้าลูกค้า ไม่รู้ชื่อ ไม่ทราบอะไรเลย ธีมหลักของเรื่องนี้ไม่ใช่ความเหงาแต่เป็นเรื่องของการหลบซ่อนครับ

Q: ระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้ กับ No body knows เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งธีมหลักของเรื่องเป็นคนจนเหมือนกัน สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ไหม

โคเรเอดะ : ทั้งสองเรื่องเหตุการณ์เกิดขึ้นที่โตเกียวเหมือนกันครับ เรื่อง No body knows จะเน้นที่เรื่องของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ในเรื่อง Shoplifters จะไปเน้นประเด็นของครอบครัวซะมากกว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องของเด็ก แต่ยังมีเรื่องของพวกผู้ใหญ่ที่มีปัญหา น่าจะเป็นจุดที่แตกต่างกันระหว่างสองเรื่องนี้

Q: คนญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับเลือดเนื้อเชื้อไข ในมุมมองของคุณโคเรเอดะ สายเลือดสำคัญไหมในการเป็นครอบครัว เพราะในหนังตัวละครแทบจะเป็นคนแปลกหน้ากันทั้งหมดเลย

โคเรเอดะ : ก็ไม่ได้คิดว่าสำคัญมากครับ อย่างในเรื่องนี้ครอบครัวนี้ก็สามารถก้าวข้ามผ่านเรื่องสายเลือดไปได้ พวกเขาผูกพันธ์กันแม้ไม่ได้เป็นครอบครัวจริง ๆ อย่างป้ากับอากิ ที่เป็นสายเลือดกันจริง ๆ ก็อยู่กันอย่างยากลำบากโดยที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์กันครับ

Q: คุณสนใจช่วงเวลาของเด็ก ๆ เป็นพิเศษในแง่ไหนบ้างหรือไม่ เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก และช่วงเวลาในวัยเด็กของคุณโคเระเอดะเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องไหนที่สำคัญในชีวิต หรือหนักใจบ้างไหม

โคเรเอดะ : ส่วนใหญ่ที่นำเรื่องของเด็กมาเล่า เพราะรู้สึกว่าเด็กสามารถสื่ออารมณ์ให้แก่ผู้ชมได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งในเรื่องของสายตา เหมือนเป็นการยืมสายตาของเด็กมาใช้ในการทำหนัง ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกกับตัวละครนั้นได้ดี ส่วนเรื่องของตัวผมเองก็มีบ้างที่นำมาใส่ในหนังหลาย ๆ เรื่องแต่ก็ไม่ทั้งหมดครับ

โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ

Q: ในภาพยนตร์นี้ ตัวละครเด็กนั้นสำคัญมาก เวลาแคสติ้งนักแสดงที่จะมารับบทนั้น ๆ คุณโคเระดะมองหาอะไรบ้าง

โคเรเอดะ : หลัก ๆ เลยคือจะมองจากภายนอกก่อน ว่าเด็กคนนี้เห็นแล้วอยากถ่าย อยากให้ไปแสดงในหนังของผมไหม  วิธีออดิชั่นก็คือจะไม่ให้อ่านบท จะคิดบทสดให้เด็กพูดตามเลย แล้วจะฟังดูว่าเด็กคนนี้สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติไหมครับ

Q: ตอนออดิชั่นคุณโคเรเอดะเป็นคนเลือกนักแสดงเองใช่ไหม

โคเรเอดะ : แน่นอนครับ

Q: ในขณะเดียวกันพอมีเรื่องของเด็กเยอะ อีกเรื่องประเด็นหลัก ๆ ที่เห็นได้ชัดเลย คือเรื่องของความเป็นพ่อ อะไรที่ทำให้คุณโคเรเอดะเลือกใช้ความเป็นพ่อเด่นขึ้นมาในผลงานนี้

โคเรเอดะ : เพราะตอนนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว ก็เลยมีมุมมองจากฝั่งความเป็นพ่อมากครับ

Q: คนชอบจะเปรียบเทียบคุณโคเรเอดะกับผู้กำกับโอซุ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเหมือนกัน คิดว่าครอบครัวญี่ปุ่นในสมัยคุณโอซุเมื่อ 50ปีที่แล้ว กับครอบครัวญี่ปุ่นในปัจจุบัน ความหมายของครอบครัว ความสัมพันธ์ของครอบครัว และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป มันต่างกันเยอะมากขนาดไหน

โคเระเอดะ : หนังของคุณโอซุมีครอบครัวหลายแบบ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องไหนมาเปรียบเทียบกับของผมดี แต่ถ้าให้พูดถึงสมัยก่อนก็จะมีเรื่องของสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่ได้ดูสงบสุขเท่าหนังของผมในทุกวันนี้ อย่างที่บ้านครอบครัวก็จะแตกแยกกัน เอาจริง ๆ  รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบมากก็คงเป็นเรื่องของครอบครัวนี่แหละมั้งครับ

 

 

 

 

 

 

Previous articleสุดน่ารัก! ฟังจนท.สถานทูตสหรัฐพูดภาษไทยกับวลีปราบเซียน รับวันภาษาไทยแห่งชาติ (คลิป)
Next article“แซร์โจ มาร์คิออนเน” อดีตซีอีโอค่ายรถหรู “เฟียต-ไครสเลอร์” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 66 ปี