CoolSculpting ฆ่า เซลล์ไขมัน หุ่นดีได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

รูปร่างดี ๆ เป็นสิ่งที่หลายคนอยากมี แต่มันก็ไม่ง่าย เมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยอาหารอร่อยที่กินเข้าไปแล้วทำให้อ้วน แม้จะไม่ได้อ้วนในทันที แต่ไขมันจะสะสมในร่างกายพอกพูนเรื่อย ๆ ยิ่งอายุมากขึ้นการสะสมไขมันยิ่งมากขึ้น

ในทางกลับกัน การเผาผลาญยิ่งน้อยลง จึงต้องหาตัวช่วยกำจัดไขมัน ซึ่งวิธีการทางธรรมชาติที่รู้กันอยู่ก็คือ การควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ส่วนวิธีที่ไม่ธรรมชาตินั้นมีหลายวิธี ซึ่งมีทั้งข้อดี-ข้อเสียต่างกันไป อย่างเทคโนโลยีการสลายไขมันส่วนเกินด้วยความเย็น หรือ CoolSculpting ที่ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันแบบถาวรก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง

พญ.กาญจนา เสริมสวรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงามโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า เซลล์ไขมัน (fat cell) จะแบ่งตัวจนประมาณอายุ 2-5 ขวบ หลังจากนั้น เซลล์ไขมันจะทำการขยายขนาดแทน ดังนั้น หากร่างกายมีไขมันส่วนเกิน เซลล์ไขมันก็จะมีจำนวนมากขึ้น และเซลล์ไขมันที่มีอยู่เดิมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อเซลล์ไขมันรวมตัวอย่างหนาแน่นจะเกิดการนูนขึ้นตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ เป็นผิวเปลือกส้มที่เรียกว่า เซลลูไลต์ (cellulite) ไขมันใต้ผิวหนังที่มักเกิดขึ้นบริเวณหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และก้น

การลดน้ำหนักและกำจัดเซลล์ไขมันมีความแตกต่างกันตรงที่ การลดน้ำหนัก เมื่อน้ำหนักลดลงเซลล์ไขมันจะมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงอยู่ในจำนวนเท่าเดิม หากขาดการควบคุมน้ำหนักเซลล์ไขมันก็จะกลับมาโตขึ้นเรื่อย ๆ ได้อีก และเมื่อไม่สามารถกักเก็บต่อไปได้ก็จะแบ่งตัวออกเป็นเซลล์ไขมันใหม่ โดยเฉพาะคนอ้วนที่มีเซลล์ไขมันปริมาณมากและขนาดใหญ่ ส่วนการขจัดเซลล์ไขมันถาวรมีทางเดียว คือ ต้องเอาเซลล์ไขมันออกจากร่างกายหรือทำให้เซลล์ไขมันตาย โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

เทคโนโลยีที่ช่วยกำจัดไขมันโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็คือ CoolSculpting เป็นเทคโนโลยีสลายไขมันส่วนเกินด้วยการนำคลื่นความเย็นมากำจัดไขมันออกจากร่างกาย

โดยส่งผ่านความเย็นระดับ 4-7 องศาเซลเซียสแบบคงที่ลงไปใต้ชั้นผิวหนังเข้าสู่ชั้นไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันแข็งตัวและสลายตัวเองแบบธรรมชาติในช่วง 3 วันแรก ก่อนจะถูกขจัดออกจากร่างกายทางระบบน้ำเหลืองแบบถาวร หลังจากนั้น ภายใน 1 เดือนเซลล์ไขมันจะเริ่มตายและเห็นผลค่อนข้างชัดเจนภายใน 3 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3 หลังการรักษา

ข้อดีของการขจัดเซลล์ไขมันด้วยวิธีนี้ คือ ช่วยกำจัดไขมันแบบถาวร สัดส่วนลดลง ไม่ทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณข้างเคียง ไม่เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง ไม่ต้องฉีดยาหรือใช้ยาชาเฉพาะจุด ไม่ต้องผ่าตัดและพักฟื้น และไม่มีบาดแผล

ส่วนข้อจำกัดผู้ที่ห้ามขจัดไขมันด้วยวิธีนี้ ได้แก่ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่แพ้ความเย็น เช่น ลมพิษจากความเย็น โรคกลัวความเย็น ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ที่ติดอุปกรณ์ใด ๆ ในร่างกาย อาทิ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดในบริเวณที่จะทำการรักษา

สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนัก คือ ใครที่จะขจัดไขมันด้วยวิธีนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจประเมินร่างกายกับแพทย์และทีมงานในทุกกรณี

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ