ผู้หญิงเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าผู้ชาย

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบได้ตั้งแต่อายุ 30-50 ปี ความน่าสนใจของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจ และคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร จึงหายามารับประทานเอง จนกระทั่งอาการรุนแรงจึงมาเข้ารับการรักษา ฉะนั้น การรู้ทันโรคนิ่วในถุงน้ำดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

นพ.คมเดช ธนวชิระสิน ศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดผ่านกล้องและส่องกล้อง โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า ถุงน้ำดี (gallbladder) คือ อวัยวะบริเวณช่องท้องที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้นเพื่อพร้อมสำหรับย่อยไขมัน

นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการตกตะกอนของหินปูน หรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้เกิดนิ่ว โดยลักษณะนิ่วมี 3 ประเภท ได้แก่ 1.นิ่วจากคอเลสเตอรอล (cholesterol stones) อาจเป็นสีเหลือง ขาว เขียว เกิดจากการตกตะกอนไขมัน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในถุงน้ำดี

2.นิ่วจากเม็ดสี (pigment stones) อาจเป็นสีคล้ำดำ เกิดจากความผิดปกติของเลือด โลหิตจาง ตับแข็ง


3.นิ่วโคลน (mixed gallstones) เป็นคล้ายโคลน เหนียว หนืด เกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับ ท่อน้ำดี ตับอ่อน

โรคนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจแสดงแค่บางอาการ ดังนี้ ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ปวดใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวา ปวดร้าวที่ไหล่หรือหลังขวา คลื่นไส้อาเจียน (อาการที่เกิดจากถุงน้ำดีติดเชื้อ) มีไข้หนาวสั่น ดีซ่าน ตัว-ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระมีสีขาว (อาการเมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี) ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย หรือใหญ่ขนาดลูกกอล์ฟ และมีจำนวนได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อน หากมีขนาดใหญ่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่ เพศหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป คนที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักมาก มีโรคประจำตัว อาทิ คอเลสเตอรอลสูง

โรคเบาหวาน โรคเลือด โลหิตจางธาลัสซีเมีย รวมถึงผู้หญิง

ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง กินยาคุมกำเนิด ทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน ผู้ที่อดอาหาร (ถือศีลอด) คนที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว คนที่รับประทานยาลดไขมันในเลือดบางชนิด และมีพันธุกรรมประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน

การตรวจวินิจฉัยที่ดี คือ การพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน จะทำให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ชัดเจน

หลายคนมีข้อสงสัยว่า ทำไมนิ่วในถุงน้ำดีพบมากในผู้หญิง

วัย 40 ปีขึ้นไป นพ.คมเดชให้คำตอบว่า เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ถ้าหากมีโรคไขมันในเลือดสูง ทานยาคุมกำเนิดหรือทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน เป็นโรคเบาหวาน โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ทั้งสิ้น ดังนั้น หากมีอาการน่าสงสัยควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอัลตราซาวนด์โดยเร็วที่สุด

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการจากนิ่วในถุงน้ำดี หากผ่าตัดได้ แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องที่จะใช้รักษาผู้ป่วยในกรณีที่มีการอักเสบมาก ถุงน้ำดีแตกทะลุในช่องท้อง จำเป็นต้องพักฟื้น

ค่อนข้างนาน และอีกหนึ่งรูปแบบ คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopic surgery) ซึ่งวิธีนี้แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อย ลดโอกาสการติดเชื้อ ฟื้นตัวไว ซึ่งการผ่าตัดรักษาควรทำภายใน 72 ชั่วโมง และหลังจากผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บพักน้ำดี แต่การรับประทานอาหารควรลดของมัน เน้นทานผักและปลามากขึ้น เพื่อลดอาการท้องอืดและสร้างสุขภาพดีได้ในระยะยาว

โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถป้องกันได้ โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เลี่ยงของทอด ของมัน ของหวาน ระวังไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ที่สำคัญ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติในลักษณะที่ชวนสงสัย ควรรีบ

พบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นถุงน้ำดีเน่า หรือแตกจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเกิดมะเร็งถุงน้ำดีในอนาคตได้

Previous articleแอกเนส ชาน ไอดอลยุค 70s สู่คุณแม่ผู้เลี้ยงลูกได้อย่างสุดคูล
Next articleมท.จัดซ้อมขบวนเชิญคนโทน้ำอภิเษก-น้ำสรงพระมุรธาภิเษก ครั้งแรก