โรคไข้เลือดออก ไม่มีสายพันธุ์ใหม่ อย่าเชื่อ-อย่าแชร์ข่าวปลอม

Close-up of a mosquito on human skin

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคอันตรายที่ได้ยินชื่อและได้รับรู้ถึงความอันตรายของโรคมาช้านาน และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุที่ทำให้ผู้คนกังวลเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมีการแชร์ข้อมูลกันในโซเชียลมีเดียว่า มีโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา ซึ่งข้อมูลที่ว่านั้นเป็นข้อมูลเท็จที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน และล่าสุดคุณหมอได้ออกมาบอกแล้วว่า “ไม่เป็นความจริง”

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความทางเฟซบุ๊ก เรื่องโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ว่า ข้อความที่แชร์ต่อ ๆ

กันทางเฟซบุ๊กเป็นข่าวปลอม เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และยืนยันว่า ในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่นอกเหนือจาก 4 สายพันธุ์ที่เคยพบมาแล้วก่อนหน้านี้

“ในแถบประเทศอาเซียนพบโรคไข้เลือดออกได้ 4 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีความรุนแรงไม่แตกต่างกันมาก ส่วนอาการป่วยขึ้นอยู่กับว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกอาการมักไม่รุนแรง อาจมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อติดเชื้อครั้งที่สองด้วยสายพันธุ์ที่ต่างไป ซึ่งจะทำให้มีภาวะเลือดออกและช็อกได้”

นายแพทย์สุวรรณชัยให้ข้อมูลอีกว่า โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะ อาการที่พบส่วนใหญ่มีไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาจมีผื่นหรือจุดเลือดขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2-3 วัน ไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง หากแพทย์ให้กลับมารักษาตัวที่บ้านก็ไม่ต้องกังวล

เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกหายได้เอง หากไม่เข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งมีเพียงบางรายเท่านั้นที่เข้าสู่ภาวะช็อก โดยจะมีอาการในช่วงไข้ลด อาการคือผู้ป่วยจะมีอาการซึม กระสับกระส่าย ชีพจรเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ปวดท้อง อาจมีเลือดกำเดา อาเจียนปนเลือด หรือถ่ายปนเลือด หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต้องรีบกลับไปพบแพทย์ที่เดิมให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด ภาวะติดสุรา ธาลัสซีเมีย หรือมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อน เป็นต้น

“หากมีอาการคล้ายไข้หวัด และมีอาการไข้สูงเฉียบพลันในตอนแรก อย่าซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการรักษาภายหลัง และมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น เพราะยาบางชนิด เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน อาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น”

การรักษาในระยะต้นผู้ป่วยที่มีไข้สูงใน 1-2 วันแรกไม่เป็นอันตรายใด ๆ เว้นแต่ในรายที่ยังไม่หายหลังจากไข้ลด ซึ่งในช่วงไข้ลดจะมีอาการซึม เบื่ออาหาร ปวดท้อง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา อาจมีเลือดไหลที่โพรงจมูก อาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลให้ทันท่วงที มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้ภายใน 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน

สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออก อธิบดีกรมควบคุมโรคแนะให้ใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 1.เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บขยะ เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ นอกจากนี้ การฉีดพ่นสารเคมียังมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงลายได้ดี ซึ่งกรมควบคุมโรคมีระบบเฝ้าระวังโรค ตลอดจนเฝ้าระวังยุงดื้อต่อสารเคมีอย่างต่อเนื่อง

Previous articleคืบหน้า “ระบบตั๋วร่วม” เร่ง รฟม.สร้างมาตรฐานบัตรแมงมุมให้ชัดเจน 1 เดือน
Next articleความท้าทายใหม่ “บีเจ ยีนส์” อีคอมเมิร์ซ-OEM