ผู้ป่วยโรคลมชักไม่ควรขับรถ เสี่ยงอุบัติเหตุมากกว่าคนทั่วไป 1.8 เท่า

หลังจากมีข่าวว่าผู้ป่วยโรคลมชักขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บกันทั้งครอบครัว ทางกรมการแพทย์เป็นห่วงเรื่องนี้ จึงมีคำเตือนว่าผู้ป่วยโรคลมชักไม่ควรขับรถ พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่น่าเป็นห่วงว่า ผู้ป่วยโรคลมชักมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.8 เท่า

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ป่วยโรคลมชักมีอาการกำเริบขณะขับรถ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหลายรายว่า จากข้อมูลต่างประเทศพบผู้ป่วยโรคลมชักมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.8 เท่า ทำให้หลายประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ได้มีกฎหมายควบคุมผู้ป่วยโรคลมชักในการขับรถตั้งแต่ปี 1900 โดยกำหนดให้ ผู้ป่วยโรคลมชัก ที่ยังมีอาการชักภายใน 1 ปี ห้ามขับรถ

สำหรับในประเทศไทย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ. 2559 พบว่า 75% ของผู้ป่วยลมชักยังคงขับรถอยู่ และ 30% เคยเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ซึ่ง 60% ของการชักก่อให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของสถาบันประสาทวิทยา ปี 2562 พบว่า 90% ของผู้ป่วยโรคลมชักยังคงขับรถ โดย 56% มีอาการชักแบบไม่รู้สติ และเกือบ 60% ของผู้ป่วยที่ชักแบบนี้ยังคงขับรถต่อ และประมาณ 30% ของคนที่มีอาการชักนี้เกิดอุบัติเหตุจากการชัก

นอกจากนี้ มีการศึกษาถึงอาการชักที่สัมพันธ์กับอุบัติเหตุจากการขับขี่รถ พบเป็น 0.1-1% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด โดยพบอัตราการสูญเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคลมชัก ประมาณ 4.2% ของอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับโรค ซึ่งคิดเป็น 8.6 ต่อแสนประชากรของผู้ป่วยโรคลมชัก

ส่วนความเสียหายด้านเศรษฐกิจนั้น ข้อมูลปี 2550 พบมูลค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุด้านการจราจรทั้งสิ้น 232,855 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.81 ของ GDP แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในเฉพาะอุบัติเหตุจากผู้ป่วยโรคลมชักอธิบดีกรมการแพทย์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมายการออกใบขับขี่กับผู้ป่วยโรคลมชัก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและผู้อื่น ดังนั้น ผู้ป่วยโรคลมชักจึงไม่ควรขับขี่รถ เมื่อยังไม่ปลอดชักอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ

ด้าน แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคลมชักว่า เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะทุพพลภาพทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ และอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดอุบัติเหตุทั้งตนเองและผู้อื่นได้ ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคลมชัก คือ ระวังกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายขณะชักได้ เช่น ขับขี่รถยนต์ ปีนป่ายที่สูง และว่ายน้ำ เป็นต้น

สาเหตุของโรคลมชักเกิดจากภาวะการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์สมองอย่างเฉียบพลัน เป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยากันชักสม่ำเสมอ เพื่อให้หยุดชัก และระวังกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นขณะมีอาการชัก

สำหรับข้อแนะนำในการช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ป่วยขณะมีอาการชักที่ถูกต้องและจดจำง่าย คือ “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมดหยุดชักเองได้” ผู้ป่วยโรคลมชักที่มีอาการกำเริบจะมีภาวะชักเกร็ง กระตุกไม่เกิน 2 นาที แต่หากชักนานถึง 5 นาที ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือ โทร.แจ้งหมายเลข 1669 เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

Previous article“ศักดิ์สยาม” ขีดเส้นตาย ซี.พี. ปิดดีลไฮสปีด 15 ต.ค. ขู่ไม่เซ็นริบเงิน 2 พันล้าน
Next articleขุนคลังแจง “ชิมช้อปใช้” ไม่แจกเงินทิ้งฟรี –ปลื้ม! วันแรกคนแห่สมัครถึงเป้า 1 ล้านราย