ต้องระวัง…เบลอ-ตาค้าง-วูบบ่อยๆ เสี่ยงเป็นโรคลมชักแบบไม่ตั้งตัว

ต้องระวัง…เบลอ-ตาค้าง-วูบบ่อยๆ เสี่ยงเป็นโรคลมชักแบบไม่ตั้งตัว

จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคลมชักหรือลมบ้าหมู ประเภทที่ไม่มีอาการชักเกร็งมากถึง 650,000 คน แต่ได้รับการรักษาน้อยเพียง 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศ จากสถิติที่ว่านี้ถือว่าโรคนี้กำลังเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย

หากมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย ๆ ไม่ควรมองข้าม เพราะจากอาการที่ว่านี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักหรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้ หากไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคสมองเสื่อมไวและส่งผลให้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชซ้ำซ้อนตามมาได้ถึงร้อยละ 30

พญ.รับพร ทักษิณวราจาร แพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคลมชัก หรือ epilepsy หรือที่คนไทยเรียกว่า ลมบ้าหมู จัดเป็นโรคของการเจ็บป่วยทางสมอง พบได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากพบในผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรคออทิสติกแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีร่างกายแข็งแรงได้อีกด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้กับคนที่ร่างกายแข็งแรงเกิดจากเซลล์สมองนับล้านเซลล์ที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้าและปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน จึงส่งผลให้การควบคุมการทำงานของสมองเสียไปชั่วขณะ

นอกจากนั้น โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมพันธุ์ ติดเชื้อในสมอง สมองขาดออกซิเจน ดื่มสุรา อุบัติเหตุ ทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง หรือเซลล์สมองอยู่ผิดที่ หรือมีเนื้องอกในสมอง โดยสถิติทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 50 ล้านคน โดย 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนในประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 1 หรือประมาณ 650,000 คนทั่วประเทศ แต่สถิติการเข้ารับการรักษาพบว่ามีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 10

อาการของโรคลมชัก แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.อาการชักกระตุกเกร็งไปทั้งตัวคล้ายกับลมบ้าหมู ลักษณะการชักแบบนี้จะเห็นได้ชัดเจน คนไทยจะคุ้นเคยและรู้จักโรคนี้ว่า “โรคลมบ้าหมู” 2.อยู่ดี ๆ ก็มีอาการแบบเบลอ ๆ เหม่อลอย ไม่รู้สึกตัว หรือที่เรียกว่า “อาการวูบไปชั่วขณะ” อาจมีตาค้างหรือตาเหลือกด้วยก็ได้ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุ 6-14 ปี

อาการของโรคลมชักชนิดนี้คนไทยยังรู้จักน้อยมาก และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการวูบหรือเป็นลมทั่วไป จึงไม่ไปรับการรักษาอย่างทันท่วงที

ดังนั้น หากตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการดังที่กล่าวมา ต้องอย่านิ่งนอนใจควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุให้เร็วที่สุด เช่น หากอาการชักเกิดจากคลื่นสมองผิดปกติทั่วไป จะให้การรักษาด้วยยา เพื่อควบคุมอาการชัก โดยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย หากเกิดจากเนื้องอกในสมอง อาจใช้วิธีการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก

หากผู้ที่มีอาการชักได้รับการรักษาเร็ว โดยเฉพาะหลังจากมีอาการครั้งแรกจะมีโอกาสหายขาดได้สูง และสามารถกลับมาเรียนหนังสือหรือทำงานได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาก็จะมีอาการชักบ่อย บางรายอาจเกิดเป็นชุด ๆ หรือเกิดตลอดวันก็ได้ จะมีผลเสีย

ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะการชักแบบลมบ้าหมู อาจทำให้เซลล์สมองตาย และทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ ร้อยละ 30 ของผู้มีอาการนี้ส่งผลทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาได้ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบแบบไม่ทันตั้งตัว นอกจากนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักจะมีความเสี่ยงเสียชีวิตได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป 2-3 เท่าด้วย

ในกระบวนการรักษาโรคลมชัก ผู้ป่วยจะต้องยึดหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ ทานยาอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดยาเอง และไม่ลดจำนวนยาเอง ต้องใช้เวลารักษาไม่ต่ำกว่า 2 ปีจึงจะควบคุมอาการชักที่ได้ผลดี โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับลดหรือหยุดยาให้เอง ทั้งนี้ ผู้ป่วยประมาณกว่าร้อยละ 70 จะมีโอกาสหายขาดได้ ส่วนอีกร้อยละ 30 มีอาการดีขึ้น แม้ไม่หายชักทั้งหมดก็ตาม

สำหรับการช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีอาการชัก ผู้ที่พบเห็นต้องตั้งสติให้ดี ต้องระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการชัก ไม่ให้สำลักน้ำลายหรืออาหาร โดยให้จับศีรษะและลำตัวตะแคงไปด้านข้าง และดูแลไม่ให้มีสิ่งของที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากระทบกับผู้ป่วยโดยตรง หากเป็นไปได้ให้บันทึกภาพเคลื่อนไหวของอาการชักที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปให้แพทย์วินิจฉัยแยกอาการชักจากโรคลมชักกับโรคอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเหลือแพทย์ในการวินิจฉัยหาแนวทางการรักษาได้อีกด้วย


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ