แพทย์ไทยโชว์ผลงานสเต็มเซลล์รักษาโรคพิการทางสมองในเด็ก

สมอง เป็นส่วนของอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิด หรือความจำ โดยสมองจะเริ่มมีการพัฒนาหลังจากปฏิสนธิ ซึ่งขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา เซลล์ประสาทของทารกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น 250,000 เซลล์ต่อนาที เพราะฉะนั้นทุกนาทีจึงมีความหมายในการพัฒนาศักยภาพสมองของลูก

แพทย์หญิงวรัชยา ฟองศรัณย์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า การมีลูกน้อยเป็นเด็กเฉลียวฉลาด คือสุดยอดปรารถนาของคุณพ่อคุณแม่ โดยทั่วไปสมองของเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาได้ 8 สัปดาห์ และเซลล์สมองจะค่อย ๆ พัฒนาได้อย่างเต็มที่เมื่อเด็กอายุ 8 ขวบ แต่ช่วงที่สมองพัฒนาได้ที่สุดคือ ช่วงแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ แต่มักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ โดยพบว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดน้ำหนักน้อย คุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องคลอดลูกยาก รวมไปถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดจะมีความเสี่ยงที่ลูกน้อยเกิดป่วยเป็นโรคพิการทางสมอง (CP)

แพทย์หญิงวรัชยากล่าวต่อว่า โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือซีพี (CP) เป็นคำรวมของกลุ่มอาการของผู้ป่วยเด็กที่มีความพิการอย่างถาวรของสมอง ความพิการนี้จะคงที่และไม่ลุกลามต่อไป ซึ่งมีผลให้การประสานงานของการทำงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้

นอกจากนี้ อาจมีความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีความบกพร่องในการมองเห็น ได้ยิน การรับรู้ การเรียนรู้ สติปัญญา และโรคลมชัก เป็นต้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจาก 3 ระยะ อันได้แก่ 1.ระยะก่อนคลอด เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะสายสะดือพันคอ 2.ระยะคลอด ทารกที่มีปัญหาคลอดยาก สายสะดือถูกกดทับ และ 3.ระยะหลังคลอด ทารกได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ตัวเหลืองรุนแรงเมื่อแรกเกิด การติดเชื้อในสมอง ระยะที่ 1 และ 2 มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ทำให้สมองขาดออกซิเจน ส่วนระยะที่ 3 เกิดความผิดปกติที่เนื้อสมองเองโดยตรง


ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด ธนาคารสเต็มเซลล์เอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวในปัจจุบันที่มีการเก็บและรับฝากสเต็มเซลล์ กับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้รายงานความปลอดภัยและความเป็นไปได้ของการรับสเต็มเซลล์ที่ได้จากการเก็บ เลือดจากรกและสายสะดือของตนเองกับผู้ป่วยเด็กในวัยหัดเดินที่มีการวินิจฉัย ว่าเป็นโรคสมองพิการชนิด CP 2 ราย ร่วมกับการฉีดยา Granulocyte Colony Stimulating Factor (G-CSF) ในขนาดที่ต่ำ เพื่อให้ประสิทธิผลในการเคลื่อนไหวของเด็กที่เป็นโรคสมองพิการเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

แพทย์หญิงวรัชยากล่าวปิดท้ายว่า อุบัติการณ์ของโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) ในเด็กมีความชุกของโรคคือ 2.1 ต่อการกำเนิดเด็กทารก 1,000 คน และนอกจากนั้นโรคสมองพิการนี้ยังสามารถเกิดได้จากอุบัติเหตุของเด็กเล็กใน ลักษณะสมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและท่าทาง ทำให้ไม่สามารถเดินได้เหมือนเด็กปกติ เนื่องมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

โดยปกติแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษาจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาคลายกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดอย่างสมํ่าเสมอ การแก้ไขภาวะผิดปกติของการรับรู้ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยการได้ยิน การฝึกพูด หรือแม้แต่การผ่าตัด ซึ่งจะทำในรายที่เด็กมีกระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดรูปที่รุนแรงเพื่อช่วยให้มี การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์ข้อมูลงานวิจัยผลสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยโรคสมอง พิการ CP ด้วยสเต็มเซลล์จากเลือดในรกและสายสะดือของตนเองว่าช่วยเพิ่มพัฒนาการของสมอง ได้จริง ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจโรคดังกล่าวเป็นอย่างมาก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ