ชีวิตในรั้วตำรวจ ‘บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล’ จากสาวสังคมสู่ ‘ผู้หมวดป้ายแดง’

“เพชรอาจดูเหมือนคนเล่นๆ แต่เพชรมีมุมจริงจัง เพชรคิดเสมอว่าหากจะทำงานอะไร ก็อยากทำประโยชน์ต่อประเทศ เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับเพชร เมื่อได้มาเป็นตำรวจ เพชรรู้สึกมีคุณค่ากับสังคมมากขึ้น ตื่นมาทำงานกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าได้เติมเต็ม แม้เหนื่อยกว่าแต่ก็ใช่มากกว่า”

ถ้อยคำส่วนหนึ่งที่ เพชร-บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล สาวสังคมที่หลายคนรู้จักกันดี ในฐานะลูกสาว “เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล” ดูจะแสดงตัวตนของเธอที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชัดเจน เมื่อบทบาทและสถานะของเธอเปลี่ยนจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA สาวสังคมผู้ที่หลายคนต่างคุ้นตา ทั้งยังเคยได้รับรางวัล Party Star of the Year ฝ่ายหญิง โดยนิตยสารไฮโซปาร์ตี้ ปี 2016 มาแล้ว กลายมาเป็น “ตำรวจสาวในเครื่องแบบ”

จุดเริ่มต้นก้าวใหม่ของเธอ เกิดขึ้นเมื่อเพชร

เริ่มเข้าไปเรียนปริญญาโทด้านอาชญวิทยา ที่บอสตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ และได้สัมผัสโลกใบใหม่แล้วก็รู้สึกชอบ จนสมัครเป็นตำรวจซึ่งทำให้เธอรู้สึกอยากจะเดินหน้าในด้านนี้ แต่ด่านสำคัญก็คือต้องโน้มน้าวให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเมื่อจะเปลี่ยนเส้นทาง

“ในมุมมองของคุณพ่อ เราเป็นลูกสาว ท่านก็อยากให้เราสบาย เข้าพิพิธภัณฑ์เช็กงานกลับบ้าน และก็ไม่อยากให้เราเปลี่ยนไปมา อยากทำอะไรต้องมีจุดมุ่งหมาย รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน ตอนที่คิดว่าอยากเป็นตำรวจก็ต้องคุยให้ท่านเข้าใจสิ่งที่เราทำ”


“ตอนทำงานที่พิพิธภัณฑ์ มีคนมาสัมภาษณ์เพชรบ่อยมาก เพชรเบื่อกับการตอบคำถามเดิมๆ พูดในสิ่งที่มันไม่ใช่ความหลงใหลเราจริงๆ นั่นเพราะเราไม่ได้สร้างพิพิธภัณฑ์นั้นขึ้นมา เราแค่มีหน้าที่บริหาร พอมาเป็นตำรวจ เพชรรู้สึกว่ามีคุณค่ากับสังคม เราก็บอกท่านว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกอยากตื่นมาทำงานมันไม่ใช่เงินหรือหน้าตา และอยากทำตรงนี้จริงๆ ท่านก็เข้าใจ” เพชรเผย

กับครอบครัว

หลังจากทำงานที่สันติบาลได้ 2 เดือน สิบตำรวจหญิงบุญญาภาณิ์ก็ได้เข้าไปฝึกในหลักสูตรการอบรมบุคคลภายนอกเพื่อเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (กอส.) เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อจะเลื่อนขึ้นเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร

ซึ่งเธอบอกว่า “ลำบากที่สุดในชีวิต” ก่อนจะขยายความว่า เธอต้องฝึกเหนื่อยมาก ทั้งความอดทน วินัย จากที่ตื่น-นอนไม่เป็นเวลา ชีวิตก็ต้องเป๊ะ นกหวีดเป่าต้องไป พร้อมทำหน้าที่ตลอดเวลา ตื่นตี 5 ทุกวัน ฝึกทั้งภาคสนามและการอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนแรกที่ไม่ได้แตะโทรศัพท์แม้แต่นิดเดียว

“วันแรกที่ไปปฐมนิเทศ พอลงรถตู้เขาบอกให้เราเอามือทาบไปกับพื้นถนน ไม่ทำก็ไม่ได้ ต้องลุกหมอบ-กลิ้งที่พื้นถนน นอนในหอนอนที่ไม่มีแอร์ ใส่รองเท้าก็ต้องไปใส่หน้าตึกนอน ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ชินแบบนี้มาก่อน ถือว่าเป็นการสัมผัสความลำบากครั้งแรกของเพชรจริงๆ ผบ.ยังมาถามว่าไหวไหม คุณพ่อโทรหาบ่อยมาก แต่ก็คิดว่าต้องทำให้ได้ เพราะหากล้มเหลวมันก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สำเร็จเราคงผิดหวังกับตัวเองมาก

“มีบ้างที่เราเหนื่อยมากๆ อย่างตอนที่ถูกกักบริเวณ ก็โทรหาคุณแม่ ท่านก็เป็นกำลังใจให้เราเสมอ”

ในที่สุด เธอก็สำเร็จหลักสูตรรับราชการเต็มตัว ติดดาวเลื่อนยศเป็น “ว่าที่ร้อยตำรวจตรีหญิง” ท่ามกลางครอบครัวที่มาร่วมยินดี ไม่เพียงแต่พี่น้อง แต่ยังรวมไปถึงลูกพี่ลูกน้องที่คุณพ่อไลน์ชวนมาร่วมงานด้วยตัวเอง อันเป็นความภูมิใจของ “ข้าราชการคนแรก” ของครอบครัว ทั้งยังได้ทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกภูมิใจ

ว่าที่ ร.ต.ต.หญิงบุญญาภาณิ์ เผยว่า ตามคติของตำรวจ คือต้องเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน หน้าที่หลักของเราคือต้องบริการประชาชน เสียสละ แม้ว่างานอาจจะหนักแต่นี่คือได้ตอบแทนสังคม อย่างที่ผ่านมาเราทำแชริตี้อะไรสักอย่างก็เพื่อสังคม แต่นี่เราได้ตอบแทนทุกวัน จับผู้ร้าย ปราบปราม หรืออำนวยการตำรวจให้ไปทำงาน ก็คือการบริการ ทุกแง่มุมมันตอบโจทย์

ซึ่งการมาเป็นตำรวจเต็มตัวอาจมีบ้างที่เธอต้องปรับภาพลักษณ์ “สาวสังคม” รวมไปถึงการปรับทัศนคติใหม่

“การมาเป็นตำรวจอาจถูกตั้งคำถาม แต่เพชรก็ไม่ได้โฟกัสในจุดนั้น ใครดีกับเราเราก็ขอบคุณ คนที่มองในแง่ลบก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเรารู้ว่าเป้าหมายเราคืออะไร แม้ว่าเราอาจจะเริ่มมาเป็นตำรวจตอนนี้ แต่วัยไม่ใช่ปัญหา คนที่อายุน้อยกว่าเรามาเป็นนายเราก็ต้องเคารพ อยู่ที่วุฒิภาวะมากกว่า สิ่งสำคัญคือนายของเพชรสอนเสมอว่า ดารากับตำรวจเหมือนกัน คือมีคอลัมน์กอสซิป ออกทีวีทุกวัน ประชาชนจับตามอง บางเรื่องคนทั่วไปมองข้ามได้แต่กับตำรวจไม่ได้ ปลาเน่าตัวเดียวเน่าไปทั้งกอง ต้องระวังตัวมากขึ้น ยิ่งเพชรเป็นสาวสังคมมาก่อน พ่อแม่ครอบครัวเป็นที่รู้จัก ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ”

ส่วนอนาคตของเธอในเส้นทางใหม่นี้ เธอบอกว่ายังใหม่เกินกว่าจะเลือกมุ่งหน้าทางไหนเป็นพิเศษ แต่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า อยากจะรับราชการ ควบคู่ไปกับการศึกษาปริญญาเอกด้านการบริหารงานยุติธรรม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สำเร็จ ตอบแทนประเทศต่อไปให้ถึงที่สุด

เมื่อครั้งบริหาร MOCA
รับรางวัลไฮโซปาร์ตี้ อะวอร์ด

ที่มา:มติชนออนไลน์