Old & New 136 ปี ตามรอย James McCarthy “เยี่ยมยาม” หลวงพระบาง

ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร : เรื่อง

เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเย็น เมื่อพระอาทิตย์สาดแสงสีทองพาดผ่านแนวเขาด้านหน้าเมืองลงมา แม่น้ำโขงกว้าง 1,770 ฟุตทอดตัวยาวมองเห็นได้ไกล ๆ ภูเขาจดฝั่งน้ำคล้ายทะเลสาบ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มากที่สุดของเมืองนี้ก็คือ เจดีย์ ที่ปรากฏอยู่ทั่วไป” James McCarthy หรือพระวิภาคภูวดล ได้บรรยายไว้ในหนังสือ Surveying and Exploring in Siam from 1881 to 1893 ในคราวที่เดินทางไปทำแผนที่ชายพระราชอาณาเขตของสยามในปี 2426 ก่อนที่ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งหลวงพระบาง จะตกไปเป็นของฝรั่งเศส

136 ปีต่อมาเราได้เดินทางตามรอย McCarthy กลับไปยัง “หลวงพระบาง” เมืองที่มีแม่น้ำ 3 สายหลัก น้ำโขง น้ำคาน และน้ำอู ไหลผ่าน ลักษณะตัวเมืองแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ McCarthy ได้เห็น โดยตัวเมืองเป็นแหลมอยู่ระหว่างน้ำโขง ทางทิศตะวันตกที่ไหลผ่านหน้าเมือง กับน้ำคานทางทิศตะวันออก กลางเมืองมีเนินเขาเตี้ย ๆ ที่เรียกว่า ภูสี หรือจอมสี สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุภูศรี ธาตุสำคัญที่สุดกลางเมืองเสมือนเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลในคติทางพระพุทธศาสนาเชื่อมโยงกับลัทธิภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาที่เป็น “ศรี” ของเมืองหลวงพระบาง

ปากคาน ในอดีต
สะพานไม้ข้ามปากคานในปัจจุบัน

ลงจากยอดเขาภูสีมุ่งหน้ามาที่ “ปากคาน” ปลายแหลมที่น้ำคานไหลมารวมกับน้ำโขงอันเป็นสถานที่ตั้งของวัดเชียงทอง สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (2102-2103) วัดสำคัญเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นมาจากเหตุการณ์ฮ่อบุกเผาเมืองหลวงพระบางในปี 2428 “สิม” หรืออุโบสถ ของวัดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมลาวแบบหลวงพระบางแท้ที่มีการซ้อนชั้นหลังคาถึง 3 ชั้น (ตับ) ตัวหลังคาดัดอ่อนโค้งลงมายกเก็จหน้าหลังคล้ายกับวิหารล้านนา ตรงกลางของสันหลังคาประดับด้วยช่อฟ้า หรือ “สัตตะบูริพัน” แสดงสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ พร้อมทิวเขาสัตบริภัณฑ์ 7 ชั้นฐานรองรับด้วย ปลาอานนท์ ฝาผนังสิมเขียนลาย ฟอกคำ หรือภาพลงรักปิดทองบนพื้นรักสีดำ เปรียบเทียบระหว่างโปสต์การ์ดเก่ากับรูปปัจจุบันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย

วัดเชียงทอง 136 ปีก่อน
วัดเชียงทองในปัจจุบัน

เช้าวันต่อมาเราเริ่มต้นกันที่ถนนสีสะหว่างวง ถนนสายสำคัญที่ตัดผ่านหอพิพิธภัณฑ์ หรือวังเจ้ามหาชีวิต สร้างขึ้นในปี 2452 สมัยพระเจ้าสักรินทรฤทธิ์ ซึ่ง James McCarthy ได้มาเห็นพระราชวังนี้ในคราวเดินทางมายังเมืองหลวงพระบางเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ฮ่อได้เผาและทำลายเมืองลงแล้ว พร้อมกับบรรยายว่า พระราชวังเดิมของเจ้าหลวงกำลังมีการก่อสร้างตึกขนาดใหญ่ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

หอพิพิธภัณฑ์ หรือวังเจ้ามหาชีวิต (ปัจจุบัน)

วังเจ้ามหาชีวิตแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ประทับของ “เจ้ามหาชีวิต” ถึง 3 พระองค์คือ พระเจ้าสักรินทรฤทธิ์ พระบิดาของพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตสว่างวัฒนา พระโอรสกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพระราชอาณาจักรลาว ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมในปี 2518

ตัววังหันหน้าเข้าภูสี มีแนวต้นตาลขนาดใหญ่ประดับทั้ง 2 ฝั่งถนน โครงสร้างด้านล่างของอาคารเป็นตึกแบบโคโลเนียลฝรั่งเศส ออกแบบโดย M.Servoise แต่หลังคาเป็นมณฑปคล้ายกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังของไทย มีรูปช้างสามเศียร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอาณาจักรลาวประดับอยู่บนหน้าบันด้านหน้า

พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ประทับในวังเจ้ามหาชีวิต

ภายในวังมีการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบเรียบง่าย ประกอบด้วย ท้องพระโรง ห้องพิธีการ ห้องทรงพระอักษร ห้องรับแขก และห้องพระบรรทม ปัจจุบันรัฐบาลลาวได้จัดให้เป็นหอพิพิธภัณฑ์ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2519 แสดงศิลปวัตถุโบราณของลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเจดีย์ทองคำจำลอง พระพุทธรูปทองคำ ที่ได้มาจากพระธาตุหมากโม วัดวิชุนราช ของใช้ส่วนพระองค์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ บังลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทองสำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา แต่ยังไม่ทันได้ใช้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน

วัดใหม่สุวรรณภูมารามในอดีต
วัดใหม่สุวรรณภูมารามในปัจจุบัน

จากนั้นได้เดินออกทางประตูใหญ่ด้านหน้าวังเจ้ามหาชีวิต ข้างซ้ายจะเป็นหอประดิษฐานพระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองของพระราชอาณาจักรลาว ตรงขึ้นมาที่หัวถนนสีสะหว่างวง จะเป็นที่ตั้งของวัดใหม่สุวรรณภูมาราม ซึ่งในสมัยของ McCarthy เรียกกันว่า “วัดใหม่” ตัวสิมของวัดเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างสิมทรงหลวงพระบาง ทรงเชียงขวาง และทรงไทลื้อ ผนังสิมงดงามด้วยภาพปูนปั้น เมื่อมองจากด้านหน้าสิมจะเห็น “อูบมุง” หรือหอไหว้พระทรงจั่วโค้งแหลมพร้อม “พระธาตุทรงบัวเหลี่ยม” เป็นมุมเดียวกันกับในโปสต์การ์ดเก่าสมัยอินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้วเช่นกัน

เรามาสิ้นสุดวันกันที่ริมน้ำโขงฝั่งตรงข้ามที่เมืองเชียงแมน มองย้อนกลับไปยังเมืองหลวงพระบาง ยังคงเป็นภาพเดียวกันกับที่ James McCarthy เห็น เจดีย์ยอดสีทองอร่าม ช่อฟ้าของสิมต้องแสงสุดท้ายของวัน แม่น้ำโขงไหลเอื่อย เป็นเช่น 136 ปีที่ผ่านมา

Previous articleยังไม่จบ! “อินเดีย-ปากีฯ” ซัดกันนัว ส่ง “โดรน-เรือดำน้ำ” ละเมิดเขตแดน
Next articleสวทช. และไอบีเอ็ม จับมือนำเอไอทำไร่อ้อย นำร่องเริ่มกลุ่มมิตรผล