ทอดน่องท่องบรัสเซลส์ในหนึ่งวัน ชมความงามย่านมรดกโลก Grong Plas

เรื่อง : กษมา ศิริกุล ภาพ : พรภัสรา เอกกุล

ถือเป็นเมืองโรแมนติกที่เหมาะสำหรับคู่รักเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม ด้วยความเป็นเมืองเลื่องชื่อเรื่องช็อกโกแลต ขนมวาฟเฟิล และเบียร์ ทั้งยังมีบรรยากาศเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างมาก

หลายคนมักคิดว่าบรัสเซลส์เป็นเมืองราชการ เพราะมีองค์กรระดับนานาชาติไปตั้งสำนักงานอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) และสำนักงานใหญ่ของนาโต (NATO) ทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่างงานแสดงสินค้าอาหารทะเลโลก หรือ บรัสเซลส์ ซีฟู้ด เอ็กซ์โป เบลเยียม เป็นประเทศที่มีการแบ่งเขต ประชากร

ที่อยู่ทางตอนเหนือพูดภาษาดัตช์ และทางตอนใต้พูดภาษาฝรั่งเศส ซึ่งบรัสเซลส์นั้นอยู่ในเขตของดัตช์ ภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการมีทั้ง 2 ภาษา ดังนั้น เวลาไปดูเมนูอาหารตามร้านต่าง ๆ ก็จะมีทั้งภาษาดัตช์ และฝรั่งเศสใครที่ไปถึงบรัสเซลส์แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาดเลย เพราะถือเป็นแลนด์มาร์กของบรัสเซลส์ ก็คือ Brussels Town Hall หรือ ศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์ ก็เหมือนกับศาลาว่าการกรุงเทพฯ ของไทยนี่เอง

ศาลาว่าการนี้ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสกรอง ปลาส (Grong Plas) แหล่งมรดกโลกใจกลางเมืองหลวง ใกล้เคียงกับแมนเนเกน พิส ลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิกตั้งแต่ยุคกลาง เริ่มสร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ตัวอาคารยาวขนานกับจัตุรัสไปจดถนนชาร์ล บูล อาคารหลังนี้มีส่วนผสมของสถาปัตยกรรมในแบบบาโรกที่สร้างเพิ่มเติมในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยต่อขยายมาอีก 3 ปีก ในลักษณะเป็นรูปตัวยูมาจดกับด้านหลังของอาคารหลังเดิม

จุดเด่นของ Brussels Town Hall คือ ยอดแหลมของหอแขวนระฆัง ที่ออกแบบและสร้างโดยสถาปนิกเอกประจำราชสำนักของพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ดยุกแห่งเบอร์กันดี ชื่อ ยัน ฟัน เรยส์บรุก

ในย่านเดียวกันนั้น เดินต่ออีกนิดจะพบกับรูปปั้น แมนเนเกน พิส (เด็กชายกำลังปัสสาวะ) หรือบางครั้งเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า le Petit Julien แปลว่า จูเลียนน้อย เป็นน้ำพุขนาดเล็กหล่อด้วยทองแดงเป็นรูปเด็กชาย ความสูงประมาณ 61 เซนติเมตร ยืนเปลือยกายกำลังปัสสาวะใส่อ่าง ตั้งอยู่บริเวณทางแยกระหว่างถนนใจกลางกรุงบรัสเซลส์ รูปหล่อเด็กน้อยนี้ออกแบบโดยเจอโรม ดูเกสนอย ช่างหล่อชาวฝรั่งเศส-ฟลามส์ ถูกนำมาติดตั้งราวปี ค.ศ. 1618

ที่น่าพิศวงไปกว่านั้น คือ ตำนานที่เล่าถึงวีรกรรมระดับชาติของเด็กน้อยคนนี้ว่า ในขณะที่บรัสเซลส์อยู่ท่ามกลางสงคราม ฝ่ายตรงข้ามนำระเบิดมาวางไว้ที่กำแพงเมือง มีเด็กชายชื่อ จูเลียนสกี (Julianske) มาพบสายชนวนระเบิดกำลังติดไฟ จึงปัสสาวะรดเพื่อดับชนวนและป้องกันเมืองไว้

ชาวเมืองจึงทำรูปแกะสลักไว้เพื่อระลึกถึงความกล้าหาญของน้องจูเลียนสกี ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แต่รูปสลักนี้ถูกขโมยสูญหายไปหลายครั้ง จึงถูกแทนที่ด้วยรูปหล่อตัวปัจจุบัน ที่ออกแบบโดยเจอโรม ดูเกสนอย ในปี ค.ศ. 1618 และที่พิเศษ ๆ คือ คุณน้องจูเลียนสกีจะมีโอกาสได้ใส่ชุดพิเศษ ๆ ตามเทศกาลต่าง ๆ ที่ทางราชการจัดชุดมาใส่ให้ รวมถึงชุดเก๋ไก๋ร่วมสมัยอย่าง เอลวิส เพรสลีย์ หรือมิกกี้ เมาส์

นอกจากเด็กชายแล้ว ยังมีอีกสองรูปปั้นที่คล้ายกัน คือ Jeaneke Pis (Impasse De La Fidelite) เป็นเด็กหญิงตัวน้อยปัสสาวะ และรูปปั้น Zinneke Pis เป็นน้องสุนัขกำลังฉี่ ซึ่งนับเป็นภาพที่น่ารักชวนยิ้มมาก ๆ

หลังจากการเดินชมจนเหนื่อยล้า จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะพักในย่านเดียวกัน คือ Galeries Royales Saint-Hubert ศูนย์การค้าสุดหรูหรา ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1847 แหล่งรวมสินค้าแฟชั่น ร้านอาหาร และงานดีไซน์ เช่น เครื่องหนังทำมือแบบดั้งเดิม ร้านช็อกโกแลตของขึ้นชื่อ เครื่องประดับและเครื่องแก้วจากช่างศิลป์ ร้านหนังสือต่าง ๆ ซึ่งร้านในย่านนี้จะแตกต่างกับร้านบริเวณโดยรอบย่าน Grong Plas ที่มีร้านค้าและของที่ระลึกมากมายเช่นกัน ที่พิเศษคือย่านถนนคนเดิน มีร้านผลิตภัณฑ์กัญชาที่กำลังได้รับความนิยมด้วย

หากเดินทางออกมาอีกนิด ย่านชานเมือง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกไปชมสิ่งก่อสร้างรูปร่างประหลาดที่มีชื่อว่า อะโตเมียม (Atomium) ที่ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1958 เพื่อเป็นอนุสรณ์การจัดงาน Brussels World’s Fair รูปร่างเป็นวัตถุทรงกลม 9 ลูก แต่ละลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 18 เมตร เชื่อมต่อกันด้วยท่อโลหะขนาดใหญ่ ภายในท่อเป็นลิฟต์และบันได ส่วนในลูกกลม ๆ มีร้านอาหารที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp) ที่อยู่ใกล้เคียงกันได้เกือบทั้งหมด

นอกจากสถานที่น่าอภิรมย์แล้ว อาหาร เป็นจุดแข็งที่บรัสเซลส์ไม่แพ้ใครเช่นกัน อาหารขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปลิ้มลอง คือ อาหารทะเล เมนูทะเลที่เรียกว่าเด็ด คือ เมนูหอย อาทิ หอยแมลงภู่บรัสเซลส์อบไวน์ขาว (ละม้ายคล้ายหอยแมลงภู่อบหม้อดิน ฮ่า ๆ ๆ) หอยทากฝรั่งอบเนย (stagot) ที่นี่ก็ไม่แพ้ฝรั่งเศส เรียกว่ารสชาติดีทุกร้าน ตั้งแต่ในย่านช็อปปิ้งริมถนนไปจนถึงร้านระดับมิชลินสตาร์อย่าง La Maree ก็ว้าวมาก ด้วยความสดใหม่ของวัตถุดิบ เนื้อหอยหวาน นุ่ม เด้ง (แอบพกน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทยไปจะเลอค่ามาก)

ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน หนีไม่พ้นช็อกโกแลตและวาฟเฟิลที่มีนับร้อยร้านในย่าน Grong Plas ดูหน้าตาร้านแล้วเข้าแวะชิม ซื้อหาเป็นของฝากได้เลย หรือเป็นร้านย่าน Galeries Royales Saint-Hubert เช่น PIERRE MARCOLINI หรือวาฟเฟิล Maison Dandoy Beurre ร้านดังเก่าแก่ก็ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสวยงาม

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเดินทางไปบรัสเซลส์ แนะนำให้ไปเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 14-17 องศาเซลเซียส และมีฝนตกเบา ๆ ด้วยความที่บรัสเซลส์อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร (oceanic climate-Cfb) อันเนื่องมาจากที่ตั้งนั้นอยู่ใกล้กับเขตชายฝั่งที่พัดพาลมทะเลเข้ามาจากมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้มีฝนตกสม่ำเสมอในอุณหภูมิที่อบอุ่น โดยจากค่าเฉลี่ย (วัดจากสถิติในรอบ 100 ปี) นั้นแสดงให้เห็นว่า ประมาณ 200 วันจะพบฝนตกในเขตนครหลวงบรัสเซลส์ ส่วนหิมะนั้นโดยปกติแล้วจะตกเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

Previous article“มาดามเดียร์” ผุด #savepunjan ดึง “อนาคตใหม่” ร่วมด้วย โซเชียลถกหนักปม “เสรีการเห็นต่าง”
Next articleผู้ว่ากทม. จัดจนท.ช่างอำนวยความสะดวกจราจร ถ.วิภาวดีฯขาเข้า สั่งทุกเขตสำรวจเส้นทางได้รับความเดือดร้อน