“กีฏะ” ทีมไทยบนเวทีนาซ่า เพื่อพาไทยเป็นผู้นำธุรกิจอาหารอวกาศ

“กีฏะ” ทีมไทยบนเวทีนาซ่า

รู้จัก “กีฏะ” ทีมไทยที่เข้ารอบ 9 ทีมสุดท้ายบนเวทีนาซ่า กับโครงการพัฒนาระบบผลิตอาหารอัตโนมัติและครบวงจรสำหรับนักบินอวกาศ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ทีม “กีฏะ” หรือ KEETA ก้าวเข้าสู่รอบ 9 ทีมสุดท้าย จาก 300 ทีมทั่วโลกบนเวทีโครงการพัฒนาระบบผลิตอาหารอัตโนมัติและครบวงจรสำหรับนักบินอวกาศ หรือ Deep Space Food Challenge ที่จัดโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) และองค์การอวกาศแคนาดา (Canadian Space Agency)

แก้ปัญหา 100 ปี ของ NASA

ดร.โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีมกีฏะ เปิดเผยว่า การแข่งขัน Deep Space Food Challenge เป็นการแข่งขันเพื่อแก้ปัญหา 100 ปี ของ NASA

เนื่องจากช่วง 100 ปีที่ผ่านมา แม้วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอวกาศจะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่ปัญหาหลักที่ยังคงอยู่เสมอ คือ การผลิตอาหารให้เพียงพอสำหรับมนุษย์ที่ขึ้นไปสำรวจและใช้ชีวิตบนอวกาศ ครั้งนี้ NASA ให้โจทย์สำหรับการผลิตอาหารให้นักบินอวกาศ 4 คน ระยะเวลา 3 ปี

Advertisment

“ผมและ ดร.วเรศ จันทร์เจริญ ผู้ร่วมก่อตั้งทีมอีกคนหนึ่ง เราทำงานวิจัยด้านอวกาศกันมาเป็นระยะอยู่แล้ว พอมีการแข่งขันนี้ ก็คุยกันถึงการต่อยอดจากเรื่องที่มีองค์ความรู้กันอยู่แล้วอย่างเรื่อง 3D Food Printer เพื่อนำมาเป็นเครื่องปรินต์อาหารบนอวกาศ หากเอามาประกอบกับวัตถุดิบที่เหมาะสม น่าจะตอบโจทย์การแก้ปัญหานี้ได้ เรา 2 คน และนิสิตฝึกงานที่ Space Zab สตาร์ตอัพวิจัยด้านอวกาศของ ดร.วเรศ จึงเริ่มต้นสร้างทีมร่วมมือกันแก้โจทย์นี้ ก่อนจะได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานและขยายมาสู่ทีมที่รวมตัวกันจากนักวิจัยสหสถาบัน”

สร้างระบบนิเวศ พืช-ปศุสัตว์แมลง-การผลิตอาหาร

ดร.โพธิวัฒน์ กล่าวว่า วัตถุดิบหลักสำหรับการนำมาเป็นอาหารที่ทีมนึกถึงคือ หนอนแมลง เนื่องจากเป็นอาหารที่คนไทยนิยมทานอยู่แล้ว มีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่องครั้งละจำนวนมาก ทีมค่อย ๆ ตัดช้อยส์แมลงชนิดต่าง ๆ ลงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงหนอนด้วงสาคู ซึ่งเป็นแมลงที่ปลอดภัย ไม่มีผลกระทบเรื่องเสียงหรือการบินในอวกาศ แน่นอนว่าการเลือกวัตถุดิบเป็นแมลง ส่งผลให้ทีมตั้งชื่อว่า “กีฏะ” ซึ่งแปลว่าแมลง

เมื่อต้องคิดระบบผลิตอาหารสำหรับการใช้ชีวิต 3 ปี สิ่งที่ทีมมองว่าจำเป็น คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน และใช้พื้นที่น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถขนส่งระบบไปดำเนินการบนอวกาศได้จริง ทีมจึงออกแบบระบบนิเวศให้มี 3 ส่วนประกอบกัน

ได้แก่ 1.ระบบเพาะปลูกพืช เพื่อเป็นอาหารให้กับแมลง 2.ระบบปศุสัตว์แมลง เพื่อเพาะเลี้ยงแมลง และนำมูลของแมลงไปเป็นปุ๋ยเพาะปลูกพืช และ 3.ระบบผลิตอาหาร นำแมลงมาผ่านกระบวนการผลิตอาหาร พิมพ์ออกมาผ่าน 3D Food Printer ในตู้กดอาหารอัตโนมัติ เป็นเมนูหน้าตาคล้ายนักเก็ต จำนวน 1-2 เมนู โดยทั้ง 3 ระบบดำเนินการในพื้นที่ประมาณ 30 ตารางเมตร หรือประมาณพื้นที่คอนโดมิเนียมหนึ่งห้อง

Advertisment

พาไทยขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจอาหารอวกาศของโลก

โดยเป้าหมายสูงสุดของทีม คือการคว้าชัยชนะบนเวทีนี้ เพราะจะเป็นก้าวสำคัญในการพาประเทศไทยขึ้นแท่นผู้นำในเศรษฐกิจอวกาศแบบใหม่ (New Space Economy) ตอบโจทย์การผลิตอาหารอวกาศ และธุรกิจใหม่ที่ทยอยเกิดขึ้น ทั้งการท่องเที่ยวอวกาศ การทำเหมืองในอวกาศ หรือแม้กระทั่งการขึ้นไปใช้ชีวิตจริงบนดาวต่าง ๆ

“หากเราไปแข่งผลิตจรวด เรายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก และทุ่มเงินอีกหลายพันล้าน แต่วันนี้เราเลือกแข่งด้านที่ไทยมีจุดแข็ง มีคู่แข่งน้อย สิ่งที่เราทำก็ถือว่าแปลกใหม่ ต่างจากที่อาหารอวกาศยุคก่อนที่ต้องเป็นแคปซูล หรือผลิตด้วยระบบฟรีซดราย หากได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากทุกภาคส่วน ก็อาจทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำธุรกิจอาหารอวกาศของโลก”

ด้านนายสิทธิพล คูเสริมมิตร หรือ ตุลย์ บัณฑิตจบใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอากาศยาน (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสมาชิกทีมกีฏะ กล่าวเสริมว่า ผลงานดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงผลงานที่เป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตบนอวกาศเท่านั้น แต่ยังสามารถมาประยุกต์ใช้กับการผลิตอาหารเพื่อพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดแคลนอาหารบนโลกได้ด้วย โดยโจทย์ของ NASA เอง ก็ต้องการให้โครงการของผู้เข้าแข่งขัน ช่วยแก้ปัญหาบนโลกได้ด้วยเช่นกัน

“เรากำลังทำเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน เรื่องที่ต้องรวมพลังคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งวิศวกร หมอ นักวิทยาศาสตร์ มาทำงานร่วมกัน และเรื่องที่เป็นโอกาสผลักดันจุดเด่นของไทยจากครัวโลก สู่ครัวอวกาศ เราจะทำเต็มที่ และอยากให้ทุกคนร่วมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้ด้วย”

ลุ้นไทยเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้าย

ขณะที่ ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี PIM กล่าวว่า โครงการด้านอาหารอวกาศของทีมกีฏะ ถือเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศไทยและมวลมนุษยชาติ กลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาสนับสนุนทีมกีฏะใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ทุนการดำเนินงานตลอดทั้งโครงการ 2.องค์ความรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การกำจัดของเสีย การเพาะเลี้ยงแมลง และการผลิตอาหาร 3.บุคลากรจากหลากหลายด้าน ทั้งจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด และคณะต่าง ๆ ใน PIM

“การแข่งขัน Deep Space Food Challenge มีเกณฑ์การให้คะแนนหลากหลายด้าน เรานำองค์ความรู้และบุคลากรที่เรามี ทั้งด้านระบบอัตโนมัติ ระบบวิศวกรรมหุ่นยนต์ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ เข้ามาช่วยเสริมแกร่งและเพิ่มคะแนนด้านต่าง ๆ ของทีมให้สูงขึ้น ผ่านโนว์ฮาวของเครือที่ซีพีแรมก็ผลิตอาหารกลุ่ม Ready to eat มากกว่า 2.9 ล้านแพ็คต่อวัน”

สำหรับการแข่งขัน Deep Space Food Challenge แบ่งออกเป็น 3 เฟสหลัก ได้แก่ เฟสที่ 1 การออกแบบเชิงคอนเซ็ปต์ (Conceptual Design) คัดเลือกเหลือเพียง 10 ทีม แข่งขันเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 เฟสที่ 2 การสาธิตครัวอวกาศ (Kitchen Demonstration) แบ่งเป็น 5 ช่วงย่อย โดยในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ทีมที่ยังเหลืออยู่ทุกทีมจะต้องนำส่งรายงานความคืบหน้าโครงการ พร้อมวิดีโอสรุป และจะคัดเหลือเพียง 5 ทีมสุดท้ายที่ทาง NASA จะบินเดินทางมาดูด้วยตัวเองในช่วงต้นปี 2566