เผย 4 เรื่องที่นักการตลาดต้องรู้หลุดกับดักการตลาด 2019….ปีหน้าต้องเปลี่ยนแปลง!

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดในงาน “unlock the future 2019” ที่ M Academy ชั้น 6 บิ๊กซี ราชดำริ ภายใต้หัวข้อ “กับดักการตลาดปี 2019” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปีหน้าเป็นปีที่ต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นปีที่โลกของดิจิทัลเข้าสู่ปีที่ 16 ซึ่งถือได้ว่ามันล้าสมัยแล้ว กล่าวคืออะไรที่มีอายุเกิน 15 ปีแล้วมันจะโบราณ ดังนั้นในปีหน้าดิจิทัลก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

“ดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากขึ้น ซึ่งมันเข้ามาทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ในอีกไม่กี่เดือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีการขนส่งหนังสือโดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขนส่งที่ตั้งค่าที่รถแล้วมันจะไปส่งตามสถานที่ที่เรากำหนดไว้เอง เป็นต้น ซึ่งความน่ากลัวของเทคโนโลยี คือ เราตามมันทันหรือเปล่าเท่านั้นเอง” ดร.เอกก์ กล่าวและว่า

สิ่งที่จะเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนโลกของนักการตลาดในปีหน้านั้น เริ่มที่เรื่องของ Technology ที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนักต่อการทำธุรกิจ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเทคโนโลยีมันไม่มีส่วนช่วยที่ทำให้ธุรกิจก้าวหน้าได้ กล่าวคือการใช้เทคโนโลยีผู้ใช้จะต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีตัวนั้นมันเป็นอย่างไร และจะใช้งานอย่างไร


“อย่างเช่นการเพิ่มยอดขายของไส้กรอกซีพี ที่มีการใช้ทวีทเตอร์ ในการโปรโมท ด้วยการจัดแคมเปญ #ไส้กรอกซีพีเพื่อนซี้แบมแบม ในทวิตเตอร์ ซึ่งแคมเปญนี้ก็ได้ส่งผลทำให้ยอดขายของไส้กรอกซีพีเพิ่มขึ้นมาได้หลายเปอร์เซ็นเลยทีเดียว เนื่องจากในปัจจุบันมีเด็กไทยที่อายุน้อยกว่า 18 ปี มีแนวโน้มหันมาใช้ทวิตเตอร์มากขึ้นกว่าdารใช้เฟสบุ๊ก ซึ่งจะเห็นได้ว่าการที่ทำการตลาดโดยการรู้จักเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้”

ดังนั้นจึงควรต้องเปลี่ยนจาการใช้ Technology มาเป็น Original model แทน คือ การทำธุรกิจจะต้องไม่เริ่มการพัฒนาจากเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มการพัฒนาจากปัญหาของลูกค้าก่อนว่าพวกเขาต้องการอะไร และจะต้องมองหาช่องว่างของคู่แข่งให้ออกด้วยว่าเขาขาดอะไร เช่น Grab ที่เป็น Business Model ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแท็กซี่รายใหญ่ที่มีคนใช้บริการสูงชนะสหกรณ์รถแท็กซี่ โดยที่ Grab ไม่มีแท็กซี่เลยสักคันเดียว เนื่องจาก Grab สามารถมองเห็นช่องโหว่ของธุรกิจนี้

ต่อมาคือเรื่องของการทำงาน ในปีหน้าคำถามที่ว่าอะไรคือ Online อะไรคือ Offline ควรจะต้องหมดไป เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าไม่สามารถบ่งบอกได้ว่ามันคือ Online หรือ Offline ดังนั้นควรเปลี่ยนจาก Online หรือ Offline มาเป็น Onlife แทนดีกว่า ในต่างประเทศมีร้านขายยาที่ผู้ป่วยสามารถเดินเข้าไปซื้อได้ทันที โดยนำบาร์โค้ดที่แพทย์ให้มาไปแสกนที่ร้านขายยาได้ทันที แล้วหุ่นยนต์ก็จะจัดยาตามที่แพทย์สั่งมาให้ทันที โดยไม่ต้องมีเภสัชกรอยู่ในขณะนั้นด้วย (เภสัชกรจะเป็นผู้จัดเรียงยาไว้ให้ตามช่องต่าง ๆ ก่อนไว้แล้ว) ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่การใช้ Online เข้ามาช่วยในความสะดวกในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย แต่จะเห็นได้ว่าป่วยยังคงเป็นใช้รูปแบบ Offline โดยการเดินไปซื้อที่ร้านขายยาอยู่ดี

Ecosystem ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ที่องค์กรต่าง ๆ ควรเปลี่ยนมาเป็นแบบ Open source เพื่อให้ธุรกิจของตนเองสามารถดำเนินต่อไปได้ อย่าง Apple ที่มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลูกค้าต้องใช้สินค้าในเครือเพียงอย่างเดียวถึงจะเชื่อมต่อ และรับส่งข้อมูลได้ดี ซึ่งวิธีการนี้ในปัจจุบันมันใช้ไม่ได้แล้ว จะเห็นได้จากยอดขายในปีนี้ Apple มีมูลค่าแบรนด์ตกลง เนื่องจากคนเริ่มอยากจะได้รับอิสระมากขึ้น ดังนั้นการทำธุรกิจควรเปลี่ยนมาเป็นแบบ Open source ที่มีการเปิดกว้างมากขึ้น

เรื่องสุดท้ายที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นคือ Make-up story หรือ การสร้างเรื่องราวขึ้นมา ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว บริษัททำอะไรผิดก็สามารถโทรหาบก. สื่อต่าง ๆ ให้ช่วยปิดข่าวได้ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันคนดูรู้หมดแล้วว่าเรื่องอะไรจริง อะไรไม่จริง ทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้หมด ซึ่งถ้ามันมีเรื่องอะไรระเบิดออกมาแล้วมันจะขยายไปได้ไกลมากจากการแชร์ของคน เช่น กรณีของ ดีแอนด์จี ที่ทำโฆษณาเหยียดจีน ที่ทำให้ต้องยกเลิกงานแฟชั่นโชว์ในจีนไป เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเราทำอะไรผิด เราต้องยอมรับไปเลย เราต้องทำธุรกิจเป็นแบบ Organic คือ ต้องยอมรับความผิดพลาดถ้าทำผิดจริง เพราะ ลูกค้าต้องความจริงใจ

 

Previous article“กรมบังคับคดี” จัดมหกรรมขายทอดตลาดทรัพย์สิน “ภาคเหนือตอนล่าง” มูลค่าเฉียด 800 ล.
Next articleABB เตรียมขายหุ้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มธุรกิจ “Power Grids” ให้ฮิตาชิ