ปัญหาพรีเมียร์ลีก ลดโควตานักเตะต่างชาติ พัฒนาแข้งอังกฤษได้จริงหรือ?

ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลายกรณีส่งผลต่อแวดวงกีฬาพอสมควร ที่เห็นได้ชัดและเป็นเรื่องที่จับตากันมาก คือ สถานการณ์ในยุโรป อย่างกรณีของแคว้นคาตาโลเนียเคลื่อนไหวเรียกร้องแยกตัวออกจากสเปน ขณะที่ลีกอังกฤษตอนนี้อาจยังเหลียวหน้าแลหลังจากกรณีเบร็กซิต (Brexit) อยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี และดูเหมือนว่าสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็มีนโยบายมาเป็นข่าวในช่วงนี้ด้วย

แม้ผลการลงประชามติจะออกมาตั้งแต่ปี 2016 แต่จนถึงปลายปี 2018 ยังมีกระแสคัดค้านหรือเดินขบวนเรียกร้องลงประชามติใหม่อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงกระแสที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลหลายประการในหลากหลายแง่มุม

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ วงการลูกหนังอังกฤษก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลพวงไปด้วย (แต่อาจไม่เป็นผลสืบเนื่องเชิงต้นเหตุสู่ผลกระทบโดยตรง)

ปลายเดือนพฤศจิกายน สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ แสดงท่าทีว่า อาจใช้โอกาสนี้ปรับโควตาผู้เล่นต่างชาติในพรีเมียร์ลีกลงเหลือ 13 ราย จากเดิมมีเพดานผู้เล่นต่างชาติอยู่ที่ 17 ราย ในรายชื่อผู้เล่น 25 ราย ที่สโมสรส่งชื่อให้เป็นผู้เล่นในเกมลีกได้ อันเป็นระเบียบของเอฟเอที่มีมาให้แต่ละสโมสรต้องส่งชื่อนักเตะ 25 คน เสมือนลงทะเบียนผู้เล่นที่จะใช้งานกับลีกโดยที่ไม่พิจารณาว่าอังกฤษจะออกจากอียูหรือไม่

ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษไม่ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเท่าที่ควร ถูกนักเตะต่างชาติเบียดแย่งตำแหน่งใน 11 ผู้เล่น จนหล่นไปนั่งสำรองมากขึ้น (เป็นทั้งปัญหาจากตัวนักเตะอังกฤษเอง และปัญหาเชิงระบบแข่งขัน) คาดการณ์ว่าในต้นฤดูกาล 2018-2019 นี้ พรีเมียร์ลีกมีผู้เล่นต่างชาติ 260 คน คำนวณจากค่าเฉลี่ยผู้เล่นต่างชาติจากรายชื่อที่ทีมส่งชื่อให้ลีก มีค่าเฉลี่ยสโมสรละ 13 คน ในอนาคตมีแววว่าอาจเพิ่มไปแตะเพดานสูงสุดที่ 340 คน (โควตาผู้เล่นต่างชาติสูงสุดได้ 17 คนต่อทีม) ภายในปี 2030


แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือสิงโตคำราม (รวมถึงบุคลากรวงการฟุตบอลอังกฤษอีกหลายคน) กังวลว่า การที่สโมสรในพรีเมียร์ลีกเลือกใช้ผู้เล่นต่างชาติมากกว่าจะส่งผลระยะยาวต่อฝีเท้าและทรัพยากรนักเตะทีมชาติ

ผู้เล่นอังกฤษมีพรสวรรค์แต่ไม่ได้รับโอกาสลงเล่น จึงเสี่ยงต่อการทำให้สิงโตคำรามเสียผู้เล่นเหล่านี้ไปในระยะยาว เมื่อพวกเขาไม่สามารถพัฒนาฝีเท้าได้ทัน

เอฟเอ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้แบบเป็นรูปธรรม อยากเห็นผู้เล่นอังกฤษได้รับโอกาสจากต้นสังกัดมากกว่านี้ โดยที่ยังรักษาคุณภาพของลีกอยู่ เอฟเอจึงเสนอว่า ระหว่างที่ยังเจรจาหาข้อสรุปเรื่องโควตาผู้เล่นต่างชาติใน 25 นักเตะอยู่ จะเอื้อให้ทีมพรีเมียร์ลีกดึงตัวผู้เล่นระดับท็อปจากทวีปอื่น ๆ ง่าย เหมือนที่เคยเซ็นสัญญาผู้เล่นในอียู จะได้ช่วยให้ผู้เล่นผ่านเกณฑ์ได้เลย

เดิมทีผู้เล่นอียูเคยได้รับสิทธิย้ายทีมแบบเสรีได้ทันที ขณะที่ผู้เล่นนอกอียูต้องผ่านเกณฑ์ “เวิร์กเพอร์มิต (work permit)” ผู้เล่นจากนอกโซนยุโรปต้องลงเล่นให้ทีมชาติที่อยู่ใน 60 อันดับแรกของฟีฟ่าอย่างสม่ำเสมอตามจำนวนเกมที่ระบุเอาไว้ หรือต้องมีค่าตัว/ค่าเหนื่อยมากกว่าค่าเฉลี่ยของลีกในปีก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขามีคุณภาพพอ มิเช่นนั้นต้องทำเรื่องพิเศษให้เอฟเอพิจารณาเป็นรายบุคคล

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลกระบวนการเบร็กซิตจะออกมาแบบไหน ฝั่งรัฐบาลก็พยายามขอให้ เอฟเอ, พรีเมียร์ลีก และลีกอื่นในอังกฤษ หาข้อตกลงร่วมกันว่า

นโยบายผู้เล่นต่างชาติจะเป็นอย่างไร หลังรู้ผล “เบร็กซิต” จากที่สโมสรมีท่าทีต่อต้านแนวคิดปรับลดโควตาผู้เล่นต่างชาติในการประชุมที่มีหัวข้อถกแผนเรื่องนี้มาก่อน

หากเบร็กซิตเกิดขึ้นจริง (หรือหากเอฟเอใช้เกณฑ์ของผู้เล่นอียูและนอกอียูระหว่างเจรจาเรื่องโควตาเลย) สมมุติฐานหนึ่ง คือ ผู้เล่นในอียูไม่ได้รับสิทธิ์ย้ายทีมแบบอิสระ แต่จะต้องผ่านเกณฑ์เหมือนนักเตะนอกอียู หากเป็นเช่นนี้ แม้แต่ ริยาด มาห์เรซ หรือเอ็นโกโล กองเต้ ไปจนถึงตัวเก๋าหรือแข้งนอกสายตาที่ยังไม่เคยติดทีมชาติ หรือทีมชาติที่เลือกเล่นไม่อยู่

อันดับต้น ๆ ในตารางอันดับโลกของฟีฟ่า ตามเกณฑ์ก็หมดสิทธิ์ย้ายมาโชว์ฝีเท้าในลีก นั่นหมายความว่า เหตุการณ์ปาฏิหาริย์นิยาย “จิ้งจอกสยาม” ก็อาจเกิดได้ยากกว่าเดิม

รัฐบาลอังกฤษก็พยายามเกลี้ยกล่อมสโมสรให้เห็นดีเห็นงาม โดยเสนอว่าจะผ่อนปรนเกณฑ์ลงดังที่กล่าวไป เพื่อโน้มน้าวสโมสรว่า หากปรับโควตาเพดานเป็น 13 คน ผลกระทบต่อทีมจะไม่ถึงขั้นรุนแรง แต่ไม่ว่าเบร็กซิตจะมีผลออกมาอย่างไร ดูเหมือนว่าท่าทีของเอฟเอจะพยายามผลักดันแนวทางที่ทำให้ผู้เล่นอังกฤษได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในลีกระดับสูงมากขึ้น ซึ่งพรีเมียร์ลีกดูจะไม่เห็นด้วยนักว่า แนวทางลดโควตาผู้เล่นต่างชาติจะส่งผลบวกต่อทีมชาติอังกฤษ

น่าสนใจว่าเอฟเอ และรัฐบาล จะใช้ยาขนานไหนในการจัดการกับนโยบายผู้เล่นต่างชาติที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์การดำเนินการเรื่อง “เบร็กซิต” ถึงแม้สื่อแดนผู้ดีเชื่อว่าไม่น่าจะมียาแรงใด ๆ ก่อนหน้าปี 2021 แต่ไม่แน่ว่าเร็ว ๆ นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่มีแนวโน้มกระเทือนต่อสโมสรและทีมชาติในระยะยาว สมดุลระหว่างคุณภาพของสโมสรและลีกที่มาจากความหลากหลายกับทีมชาติอังกฤษจะได้รับผลอย่างไร ต้องติดตามกัน

Previous articleปลุกเร้า…สาวนักช็อป “เซ็นทรัล” เท 1,000 ล้าน เร่งท้ายปี
Next article“Phuket Amazing Colorful Taste 2018” พบสุดยอดร้านอาหารทั่วไทยยกมาไว้ที่ริมหาดป่าตอง 8-9 ธ.ค.นี้