ถอดรหัส… มูลค่าแบรนด์ แมนฯ ยูไนเต็ด ร่วงหล่นจากหัวตาราง

(Photo by Oli SCARFF / AFP)

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” วาทะอมตะนี้ไม่เพียงครอบคลุมถึงวิถีชีวิตทั่วไป ประโยคนี้ยังอธิบายสภาพความเป็นไปของโลกกีฬาได้อย่างดี ทีมที่เป็นแชมป์ในปีนี้ หรือครองอันดับโลกมานานก็ไม่ได้หมายความว่าจะรั้งสถานะนั้นได้ตลอดกาลหากไม่สามารถรักษาตัวได้ตลอดรอดฝั่ง

สถานะของเหล่าคนกีฬาที่แฟน ๆ สนใจไม่ใช่เพียงแค่ผลงานในการแข่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างรายได้และผลประกอบการไปจนถึงการตลาด ที่ผ่านมามีองค์กรจัดอันดับผลประกอบการหรือผลงานในเชิงการตลาดที่น่าสนใจมาตลอด ในปีนี้นิตยสารฟอร์บสเพิ่งเผยแพร่ผลจัดอันดับสโมสรกีฬาที่มีมูลค่าแบรนด์มากที่สุดในโลก ผลออกมาว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับร่วงจากที่ 2 ไปที่ 6

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรกีฬาที่ถูกสำรวจว่ามีมูลค่าการตลาดในปี 2019 ที่ 3.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าลดลงจากปีก่อนที่ประเมินได้ 4.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สโมสรเรอัล มาดริด ทีมอันดับ 3 ของลีกสเปนปี 2019 เป็นสโมสรที่มีมูลค่าการตลาดมากที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 4.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอ็ด วูดวาร์ด รองประธานบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมรับในแถลงการณ์ช่วงแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 3 เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม โดยใช้คำนิยามฤดูกาลหลังสุดว่าเป็นช่วงที่สโมสรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ “อลหม่าน” กันระดับหนึ่งทีเดียว แต่ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดก็ทำรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลกระทบจากฤดูกาลหลังสุด (2018-19) จะเห็นได้ผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้าคือปีศาจแดงจะไม่ได้ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รายได้หดหายไปไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์

ผลประกอบการในที่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในทางการเงินที่ยกขึ้นมาให้เห็นบริบทเท่านั้น แต่หากพูดถึงผลกระทบที่ทำให้แบรนด์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีมูลค่าลดลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ย่อมมาจากสิ่งที่เอ็ดยอมรับ นั่นคือผลงานในฤดูกาลที่แสนน่าปวดหัว จบอันดับ 6 ในตาราง นั่นหมายความว่าพวกเขาพลาดตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าอีกหน

Photo by ANTHONY DEVLIN / AFP)

ชะตากรรมในครั้งนี้หมายถึงสิ่งที่แฟนคุ้นเคยกัน นั่นคือสโมสรสูญเสียรายได้ถึง 40 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่จากอังกฤษที่มีพัฒนาการในด้านมูลค่าแบรนด์มากที่สุดอีกทีมในประวัติศาสตร์ และถือเป็นทีมเดียวจากอังกฤษที่ติด 10 อันดับแรกในทุกวันนี้ ขณะที่ทีมคู่ปรับอย่างลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และอาร์เซนอล มีเพียงแมนฯ ซิตี้ ที่ตามหลังมาใกล้สุดในอันดับ 25

ภาพกว้างที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในตลาดกีฬาโลก อเมริกันเกมส์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปปี 2012 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน พลพรรคปีศาจแดงเป็นสโมสรกีฬาอาชีพแห่งเดียวที่มีมูลค่าเกิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เวลาผ่านไปไม่ถึงทศวรรษ ปี 2019 มีสโมสรกีฬาทั่วโลกที่มูลค่าเกิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่า 50 ทีมแล้ว ในบรรดา 50 ทีมนั้นมีสโมสรอเมริกันฟุตบอลในเอ็นเอฟแอลแทบจะเกือบทั้งลีกแล้ว

ในตารางมูลค่าแบรนด์สโมสรกีฬาปีนี้มีสโมสรจากฝั่งอเมริกัน 7 ทีม (บาสเกตบอล, เบสบอล และอเมริกันฟุตบอล) สโมสรฟุตบอลที่ติด 10 อันดับแรกนอกเหนือจากปีศาจแดงคือ บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 4 และเรอัล มาดริด อันดับ 3 สำหรับสโมสรฟุตบอลแล้ว คอกีฬาส่วนใหญ่อาจเห็นถึงความนิยมในกระแส และตัวเลขรายได้ที่น่าสนใจ ถ้ามองในเชิงโครงสร้างภายในระดับองค์กรต้องยอมรับว่า สโมสรที่ติดอันดับเหล่านี้มีปัญหาเชิงการเงินอยู่พอสมควร

ในที่นี้เอ่ยถึงกรณีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปีศาจแดงได้รับผลกระทบจากช่วงเปลี่ยนผ่านพอสมควร พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่มีตัวเลขรายได้เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากสัญญาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และการค้าอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่กระทบคือผลงานและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กล่าวคือ หลังจากที่พวกเขาเจอฤดูกาลแสนวุ่นวายเข้าไป มูลค่าหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเกือบครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่มีมูลค่าหุ้นละ 27.70 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสิงหาคมปี 2018 มาอยู่ที่ 18.08 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2019

ขณะเดียวกันปีศาจแดงยังมีตัวเลขหนี้สะสมอีกเกือบ 500 ล้านปอนด์ อันเป็นปัญหามาจากคณะผู้บริหารคือตระกูลเกลเซอร์ ที่สาวกปีศาจแดงทั้งในอังกฤษและต่างแดนกำลังสาปแช่งกันอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โบกมือลาจากทีมไป ปีศาจแดงลงทุนในทีมไม่ต่ำกว่า 500 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวไปอยู่ในจุดที่พวกเขาเคยสัมผัสในช่วงรุ่งเรืองภายใต้เงาของเฟอร์กี้ กุนซือชาวสกอต

เรียกได้ว่า ผลกระทบจากผลงานในสนาม และการบริหารจัดการทางการเงินของผู้บริหารเล่นงานสโมสรโดยรวม ผลการจัดอันดับโดยสถาบันจัดอันดับทางการเงินชื่อดัง (จากสหรัฐ) เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ความกังวลของแฟนบอล ฤดูกาลหลังสุดพวกเขามีแต้มห่างจากแมนฯ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกคู่ปรับร่วมเมือง มากถึง 32 แต้ม

กระบวนการฟื้นฟูสโมสรทั้งแง่การเงินและผลงานในสนามยังเป็นคำถามที่สำคัญสำหรับแฟนบอลอังกฤษ เมื่อไหร่พวกเขาจะได้เห็นทีมผงาดขึ้นอีกครั้ง ทั้งด้านผลงานและการเงิน ต้องลุ้นกันไปอีกยาวไกล เริ่มต้นจากฤดูกาลล่าสุดที่มีโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ทำงานอย่างเต็มสูบทั้งฤดูกาล

Previous articleดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ นักลงทุนจับตาการประชุมของเฟด
Next article“มาม่าข้าวต้มคัพ” 3 รสชาติใหม่ เมนูโดนใจคนรักสุขภาพ