อาร์เซนอล เปลี่ยนไปแค่ไหน ในมือกุนซือ “อาร์เตต้า”

อาฮุย แผ่นดินใหญ่ : เรื่อง

ฤดูกาล 2019-2020 เป็นอีกปีที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เต็มไปด้วยความเข้มข้น ถึงแม้หัวตารางอาจถูกจองโดยลิเวอร์พูลมาสักระยะแล้ว หากมองตั้งแต่หัวตารางลงมา ต้องยอมรับว่า เต็มไปด้วยการเบียดชิงตำแหน่งอย่างสนุกสนานแทบจะไม่สามารถฟันธงได้ว่าใครจะรักษาพื้นที่เอาไว้ได้ อันนำมาสู่การเปลี่ยนกุนซือกันเพียบ

ในภาพรวมทั่วไป คงเป็นเรื่องธรรมดาที่สโมสรฟุตบอลจะเปลี่ยนกุนซือระหว่างฤดูกาล สโมสรใหญ่น้อยล้วนเปลี่ยนกันเป็นปกติ คงมีแต่อาร์เซนอลที่ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีกุนซือในฤดูกาลเดียวกันแตะที่ตัวเลข 2 คน (หากนับกุนซือขัดตาทัพด้วยก็จะเป็น 3 คน)

อาร์เซนอลอยู่ภายใต้ร่มเงาของ อาร์แซน เวงเกอร์ มากกว่า 20 ปี ถึงจะไม่เคยประสบความสำเร็จถ้วยใหญ่สุดของระดับทวีป ผลงานโดยรวมแล้วต้องยอมรับว่า กุนซือชาวฝรั่งเศสพัฒนาทีมมาสู่สโมสรระดับแถวหน้าของยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม ภายหลังการโบกมืออำลาทีมปืนใหญ่ไป อาร์เซนอลได้ อูไน เอเมอรี่ มาคุมทีมซึ่งดูมีแววในช่วงแรก

เมื่อเข้าต้นฤดูกาลที่ 2 ผลงานในสนามเริ่มน่าเป็นห่วง สุดท้ายบอร์ดตัดสินใจปลดกุนซือชาวสเปนรายนี้ออก

ยุคใหม่ล่าสุดของปืนใหญ่แห่งลอนดอนในเวลานี้มาอยู่ในกำมือของ มิเกล อาร์เตต้า อดีตมิดฟิลด์ของอาร์เซนอล ที่อำลาตำแหน่งผู้ช่วยของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือสเปนเพื่อนร่วมชาติของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มารับงานกุนซือเป็นครั้งแรกในชีวิตกับสโมสรอาร์เซนอล ไม่ว่าเจ้าตัวหรือผู้บริหารจะมองอย่างไร ในสถานการณ์ตั้งแต่เขาเข้ามารับงานก็ต้องยอมรับว่า อาร์เตต้าแบกรับความกดดันจากแฟนบอลมากพอสมควร

ห้วงที่อาร์เตต้าเข้ามาสานงานต่อ อาร์เซนอลเก็บชัยได้นัดเดียวในรอบ 15 เกมหลังสุดนับรวมทุกรายการ

ผลงานนี้เองเป็นเหตุให้เอเมอรี่ต้องพ้นจากเก้าอี้ เป็นการปลดกุนซือครั้งที่ 2 ในรอบ 20 ปีของทีมปืนใหญ่ สภาพนี้ไม่ต่างจากช่วงที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ยังไม่สามารถตั้งตัวได้ในมุมมองเชิงระยะยาว

สิ่งที่แฟนบอลปืนใหญ่เป็นห่วงมากกว่านั้นคือ ทิศทางของทีมช่วง 4 เดือนหลังสุดที่ดูเหมือนว่าไม่มีแนวโน้ม
ฟื้นตัวก่อนหน้าที่อาร์เตต้าจะเข้ามาทำงาน จนมีเสียงวิจารณ์กันว่า หากบอร์ดบริหารไม่ตัดสินใจให้ถูกต้อง อาร์เซนอลอาจเป็น “ลีดส์ ยูไนเต็ด” (เคยรุ่งเรืองแต่ประสบปัญหาหลายอย่างจนตกชั้นไป ทุกวันนี้ยังอยู่ในเดอะแชมเปี้ยนชิพ) รายต่อไปก็เป็นได้

สำหรับอาร์เตต้าเคยตกเป็นข่าวว่าจะเป็นทายาทของเวงเกอร์มาก่อน แต่สุดท้ายบอร์ดเลือกเอเมอรี่ ขณะที่อาร์เตต้าที่มีทางเลือกหลังแขวนสตั๊ดแล้วหลายทาง ตัดสินใจเป็นผู้ช่วยโค้ชของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และร่วมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยฟอร์มอันสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2018-2019

ประสบการณ์ที่อาร์เตต้าได้รับจากการทำงานกับเรือใบสีฟ้า เมื่อมาถึงโอกาสขึ้นเป็นกุนซือใหญ่เต็มตัว ถูกมองว่ามีน้ำหนักอย่างมาก อาร์เตต้าถามถึงโดรนและกล้องบันทึกภาพในสนามซ้อมของอาร์เซนอล ซึ่งเป็นแนวคิดที่คล้ายกับการทำงานของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เช่นเดียวกับการเล่นในสนาม

นัดแรกที่อาร์เตต้าคุมทีมข้างสนาม ผู้เล่นทีมปืนใหญ่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น พวกเขาเล่นเกมเร็วขึ้น หนักแน่นขึ้น ที่สำคัญคือ เคลื่อนที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรุกและรับ พวกเขาดันแผงกองหลังขึ้นไปสูงขึ้น บีบกดดันและวิ่งไล่คู่ต่อสู้มากขึ้น

บิ๊กแมตช์แรกของอาร์เตต้า นั่นคือลอนดอนดาร์บี้แมตช์กับเชลซี อาร์เซนอล แสดงให้เห็นว่า พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนจากการเล่นในครึ่งแรก แม้จะมีความผิดพลาดรายบุคคลที่ทำให้เกมพลิก แต่โดยรวมแล้วพวกเขาแสดงให้เห็นถึงสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน หลักฐานที่บ่งชี้เรื่องนี้ได้ชัดเจนคือบิ๊กแมตช์ต่อมาที่พวกเขาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 ผู้เล่นอาร์เซนอลเคลื่อนที่รวมกัน 114.2 กิโลเมตร เป็นสถิติสูงสุดของพวกเขาในฤดูกาลนี้

นี่คือฟุตบอลสมัยใหม่ที่หลายทีมเน้นเรื่องความเร็ว ความดุดัน ความแม่นยำ ซึ่งรากฐานของเรื่องนี้ย่อมมาจากสภาพร่างกาย และสิ่งนั้นมาจากการฝึกซ้อม รูปแบบวิธีการซ้อมของทีมคือเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญอีกอย่างซึ่งผลลัพธ์จะแสดงออกมาในสนาม ประเด็นนี้มีปัจจัยเรื่องเวลาด้วย อาร์เตต้าน่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพักจนกว่าผลลัพธ์จะปรากฏในระยะยาว

ผู้เล่นอาร์เซนอลหลายรายออกมาบอกเล่าถึงวิธีการซ้อมที่อาร์เตต้านำเข้ามา ทำให้พวกเขาต้องเรียนรู้ ปรับตัว กับระเบียบวิธี หรือแม้แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นเครื่องมือช่วยชี้วัดและพัฒนาเพื่อให้ผู้เล่นทำได้ตามเป้า นี่คือกีฬาสมัยใหม่ที่กุนซือระดับโลกจากสเปน และเหล่ากุนซือรุ่นใหม่จากเยอรมนีในยุคนี้นำเข้ามาใช้กัน

ท้ายที่สุดแล้ว องค์ประกอบเหล่านี้จะหลอมรวมและส่งผลในสนาม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดย่อยอย่างเรื่องสภาพจิตใจล้วนส่งผลต่อการทำงานในสนาม สัญญาณการตอบรับช่วงแรกของยุคอาร์เตต้า ออกมาค่อนข้างบวกทุกองค์ประกอบ ที่เหลือคือให้กาลเวลาพิสูจน์ความเปลี่ยนแปลงนี้

ปลายทางของอาร์เซนอลน่าจะเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากยุคเดิมที่เราคุ้นชินมาสู่ยุคสมัยใหม่ที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัวอย่าง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ