ไมเคิล จอร์แดน ใน The Last Dance ให้บทเรียนอะไรกับโลกกีฬา

Photo by VINCE BUCCI / AFP

อาฮุย แผ่นดินใหญ่ : เรื่อง

สถานการณ์โรคระบาดในหลายประเทศเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว รัฐบาลหลายแห่งค่อย ๆ คลายระเบียบล็อกดาวน์ กีฬาแต่ละชนิดก็เริ่มกลับมาแข่งขันได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้กระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ยังคุมเข้มอยู่จางหายไป แม้ว่าแฟนกีฬาทั่วโลกกำลังจะได้ชมกีฬากระแสหลักที่ห่างหายกันไปหลายเดือน กระแสที่ว่ามาจาก “สารคดี” กีฬาบาสเกตบอลชุดหนึ่งชื่อว่า The Last Dance

The Last Dance เป็น “สารคดี” ชุด จำนวน 10 ตอน ผลงานสร้างโดยเครืออีเอสพีเอ็น (ESPN) ร่วมกับเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์แถวหน้าของโลก ซีรีส์สารคดีนี้นำผู้ชมย้อนกลับไปดูช่วงท้ายในอาชีพนักบาสเกตบอลของ ไมเคิล จอร์แดน และเส้นทางของทีมชิคาโก บูลล์ส ในช่วงปลายยุค 90s ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อโลกกีฬาไปจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างมากในอีกหลายทศวรรษต่อมา

ด้วยจังหวะเวลาอันเหมาะเจาะทั้งแง่การโปรโมตด้วยจุดเด่นของเนื้อหา นั่นคือภาพและเนื้อหาเบื้องหลังที่ยังไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนจากฤดูกาล 1997-1998 ฤดูกาลสุดท้ายของจอร์แดน กับบูลล์ส บทสัมภาษณ์คนดังซึ่งจะมาบอกเล่าความทรงจำหลังม่าน ไปจนถึงจังหวะเวลาเผยแพร่ซึ่งแวดวงกีฬาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถกลับมาแข่งขันตามโปรแกรมปกติได้ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ต้องยอมรับว่าองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือ บทบาทของไมเคิล จอร์แดน ในซีรีส์ชุดนี้ด้วย

Photo by VINCENT LAFORET / AFP

ทั้ง ๆ ที่ตำนานของวงการรายนี้ไม่ได้แข่งมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ไมเคิล จอร์แดน และผลงานของทีมในยุคนั้นดันเรตติ้งให้ซีรีส์ชุดนี้มีผู้ชมเฉลี่ยตอนละ 5.6 ล้านคน เป็นตัวเลขเรตติ้งสูงสุดในหมวดเนื้อหาสารคดีของสถานีอีเอสพีเอ็น มากกว่าตัวเลขผู้ชมเกมเบสบอลระดับ “บิ๊กแมตช์” ในคืนวันอาทิตย์ ซึ่งมีผู้ชมเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านคน

เมื่อเทียบตัวเลขกันแล้วอาจพอกล่าวได้ว่า ซีรีส์ชุดนี้เป็นฮีโร่ผู้ดันเรตติ้งของสถานีกีฬาอันดับต้นของสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ไม่มีกีฬากระแสหลักลงแข่ง การตัดสินใจเลื่อนโปรแกรมฉายจากเดือนมิถุนายนขึ้นมาเผยแพร่ในห้วงเดือนเมษายนที่ยังมีมาตรการคุมเข้มเกมกีฬาอยู่ ถือว่าเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจตามสถานการณ์ได้เหมาะสมทีเดียว

ไม่เพียงแค่เรตติ้ง ตัวชี้วัดความนิยมของซีรีส์ยังมีหลายประการ เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ ผลงานของจอร์แดนที่ช่วยให้บูลล์สเก็บชัยชนะในแมตช์สำคัญแบบนับไม่ถ้วน การหวนย้อนกลับไปหาความทรงจำที่สำคัญที่สุดของโลกกีฬาอย่างปรากฏการณ์ความสำเร็จของชิคาโก บูลล์ส ในยุค 90s ไม่เพียงเป็น “จักรกลย้อนเวลา” ให้คนที่ผ่านยุคนั้นมา ได้กลับไปสัมผัสความทรงจำ ได้รับรู้เบื้องหลังของเรื่องราวและถูกเรียบเรียงไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

นักบาสเกตบอลวัยหนุ่มที่เล่นในเอ็นบีเอยุคปัจจุบัน หลายรายให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาก็นั่งชมซีรีส์ในบ้านเช่นเดียวกับแฟนกีฬาอเมริกันเกม เทร ยัง การ์ดดาวรุ่งของแอตแลนตา ฮอว์กส ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐว่า การได้เห็นจอร์แดนคว้าแชมป์ติดต่อกันไป จนถึงสิ่งที่เอ็มเจทำหลังประสบความสำเร็จ ทำให้เขารู้สึกซึ้งร่วมไปด้วย ความรู้สึกนี้ทำให้เขาอยากออกไปทำงานต่อ

สำหรับสิ่งที่จอร์แดนทำนั้น คือประเด็นหนึ่งที่บ่งชี้ถึงอีกมิติของนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์บางรายที่พฤติกรรมการแสดงออกอันมาจากลักษณะนิสัยส่วนตัวไม่เป็นที่ “น่ารัก” มากนัก อย่างเช่นลักษณะแบบฟลอยด์ เมย์เวเธอร์ จูเนียร์ นักชกไร้พ่ายชาวอเมริกันผู้ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากกล้าไม่แพ้ผลงานบนสังเวียน

Photo by VINCENT LAFORET / AFP

สำหรับกรณีของจอร์แดนก็มีเสียงสะท้อนเรื่องมุมมืดที่ปรากฏในความสำเร็จของเขา ซึ่งจอร์แดนย้ำจุดยืนของเขาเสมอ แม้ว่านั่นอาจจะทำให้คนอื่นไม่ชอบเขา แม้จะแสดงให้เห็นมุมมืดแล้ว แต่กระแสตอบรับของซีรีส์ก็ยังปรากฏว่า โฮเรส แกรนท์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของจอร์แดน ถึงกับเรียกเนื้อหาที่จอร์แดนกล่าวในซีรีส์ว่า เป็นเรื่อง “โกหก” นั่นชี้ว่าเนื้อหาในซีรีส์ชุดนี้ถูกตัดแต่งทำให้จอร์แดนดูดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม มุมลบของจอร์แดนที่ถูกเอ่ยถึงอาจไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดในกระแสหลังซีรีส์ ด้วยลักษณะโทนของเนื้อหาในซีรีส์ฉายภาพจอร์แดนว่า เป็นคนที่ทุ่มเทเพื่อชัยชนะอย่างไม่ประนีประนอม แต่ส่วนที่ถูกพูดถึงกลับเป็นเรื่องโทนหลักที่ซีรีส์นำเสนอ คือ เรื่องความทุ่มเทของจอร์แดน ด้วยกระแสเชิงบวกที่มีมากกว่า นั่นทำให้ผลิตภัณฑ์อย่างแบรนด์รองเท้าของจอร์แดน และสินค้าที่ระลึกของชิคาโก บูลล์ส มีอัตราการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ซีรีส์เผยแพร่

เป็นเรื่องน่าสนใจที่ซีรีส์นี้ทำให้เกิดกระแสเกี่ยวกับความทรงจำในอเมริกันเกมอันแสนคลาสสิก และเสียงในกระแสที่ตามมาก็แบ่งแยกเป็นหลายฝั่งหลายกลุ่ม คงไม่ง่ายนักที่จะสรุปแบบฟันธงว่า ซีรีส์นี้เป็นบวกหรือเป็นลบกับใครมากกว่ากัน แม้แต่นิยามของเนื้อหาในซีรีส์นี้ก็ยังเถียงกันว่า แท้จริงแล้วมันเป็นแบบระเบียบวิธีของสื่อสารมวลชน หรือเป็นเนื้อหาเพื่อความบันเทิงกันแน่ อันที่จริงหากมองในแง่หนึ่ง ซีรีส์คงเป็นเหมือนชีวิตใครสักคนที่จะถูกมองได้หลายมิติ ไม่ใช่มีแค่ดำกับขาว และเป็นบทเรียนที่ดีอีกชิ้นว่า เป้าหมายกับวิธีการไปสู่เป้านั้นสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ