ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ฝุ่นตลบและสงบอย่างรวดเร็ว ข้อพิสูจน์ “แฟน ๆ” เป็นใหญ่ในโลกฟุตบอล

Photo by Adrian DENNIS / AFP
ปีศาจสีดำ : เรื่อง

วงการฟุตบอลยุโรปและนานาชาติฝุ่นตลบมา 3 วัน หลังจากที่สโมสรยักษ์ใหญ่ระดับโลกประกาศร่วมก่อตั้งลีกใหม่ของยุโรป ชื่อว่า “ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก” ซึ่งเป็นไอเดียที่พูดกันมานานหลายปีแล้ว แต่มาปรากฏรูปร่างชัดเจนในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด ซึ่งบรรดาสโมสรฟุตบอลกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน

สโมสรระดับแถวหน้าของยุโรปและของโลก 12 สโมสรประกาศเป็นผู้ร่วมก่อตั้งลีกใหม่ ประกอบด้วย เรอัล มาดริด (แกนนำ), บาร์เซโลน่า, แอตแลนติโก มาดริด จากสเปน ร่วมกับ ยูเวนตุส, เอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน จากอิตาลี ร่วมด้วยทีมดังจากลีกยอดนิยมที่สุดในโลกคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ถ้าลีกนี้เกิดขึ้นจริง ชื่อทีมฟุตบอลชั้นนำเหล่านี้ย่อมดึงดูดความสนใจของคนดูและสปอนเซอร์ได้แน่นอน (แต่จะดึงดูดได้นานแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง) และจะสร้างผลกระทบที่สั่นสะเทือนต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะในแง่ผลประโยชน์ แต่จะกระทบต่อโครงสร้างของลีกในประเทศ และลีกระดับทวีป

เนื่องจากมองเห็นอนาคตได้ชัดอยู่แล้วว่าลีกใหม่ที่บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่จะก่อตั้งขึ้นนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบมากขนาดไหน การเกิดขึ้นมาของยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะยอมให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ มีคำคัดค้าน-ต่อต้านจากหลายฝ่ายออกมาในทันที ทั้งแบบเบาและแบบหนัก ที่สำคัญคือการประท้วงของแฟนบอล

Photo by Adrian DENNIS / AFP

สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ออกกฎมาต้านว่า นักเตะที่เล่นในยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก จะต้องโดนแบนจากการแข่งขันฟุตบอลโลก และการแข่งขันระดับนานาชาติรายการอื่น ๆ ทั้งระดับทวีป และระดับโลก

ยูฟ่าแถลงอีกว่า สโมสรที่เข้าร่วมยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก จะถูกแบนจากการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับทวีป และระดับนานาชาติ ส่วนนักฟุตบอลก็อาจจะถูกตัดโอกาสในการเล่นให้ทีมชาติด้วย

ในประเทศอังกฤษที่ฟุตบอลเป็นทั้งชีวิต จิตวิญญาณ วัฒนธรรม กลุ่มสังคม และเครื่องมือทำเงินเข้าประเทศ เป็นประเทศที่มีการต่อต้านการเข้าร่วมยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก อย่างหนัก ทั้งโดยแฟนบอลที่ออกมาประท้วง ลีก สมาคมฟุตบอล สโมสรฟุตบอลอื่น ๆ ในประเทศ ผู้บริหารประเทศ ไปจนถึงสมาชิกราชวงศ์อย่างเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์

วันที่ 20 เมษายน นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน แสดงความกังวลกับการที่สโมสรฟุตบอลอังกฤษจะเข้าร่วมซูเปอร์ลีก เขามองว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหายต่อวงการฟุตบอล และจะทำให้สโมสรฟุตบอลอังกฤษต้องกลายเป็นสินค้าของนานาชาติ ซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็จะถูกกระจายอยู่ในนานาชาติ โดยไม่มีการอ้างอิงยึดโยงกับแฟนบอลชาวอังกฤษที่สนับสนุนทีมมาตลอดทั้งชีวิต ดังนั้นรัฐบาลอังกฤษจะทำเต็มที่เพื่อยับยั้งไม่ให้แผนการนี้สำเร็จ

ทางพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้ข่าวว่า สโมสรที่เข้าร่วมยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ต้องลาออกจากพรีเมียร์ลีก เพราะถือว่าละเมิดกฎของลีก แล้วมีการเรียกประชุม 14 สโมสรที่เหลือ ตามมาด้วยการออกแถลงการณ์ในช่วงบ่ายวันที่ 20 เมษายน (เวลาอังกฤษ) ว่า

“พรีเมียร์ลีกและเอฟเอได้หารือกับสโมสรต่าง ๆ ในเรื่องผลกระทบของการจัดตั้งซูเปอร์ลีกในวันนี้ ทั้ง 14 ทีมได้มีความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์และหนักแน่นว่าจะปฏิเสธแผนดำเนินการของการแข่งขันดังกล่าว ซึ่งพรีเมียร์ลีกจะพิจารณาทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้การแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดจนหารือกับเหล่าผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎเกณฑ์ที่มี

ทางลีกจะร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มแฟน, รัฐบาล, ยูฟ่า, เอฟเอ, พีเอฟเอ และ เอลเอ็มเอ เพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของการแข่งขันและเรียกร้องให้สโมสรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันดังกล่าวยุติการมีส่วนร่วมในทันที

พรีเมียร์ลีกขอขอบคุณสำหรับความสนับสนุนที่แฟนบอลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีให้ต่อประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ การแสดงออกเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันแบบปิระมิดเปิดของเราและชุมชนฟุตบอลนั้นมีความหมายต่อผู้คนมากมายเช่นไร”

Photo by Tolga Akmen / AFP

ด้วยแรงต้านจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรายชั่วโมง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่พรีเมียร์ลีกออกแถลงการณ์เข้ม 6 สโมสรฟุตบอลอังกฤษก็ทยอยออกแถลงการณ์ว่าได้ถอนตัวจากยูเปี้ยน ซูเปอร์ลีกแล้ว ซึ่งเหตุผลใหญ่ที่แต่ละสโมสรชี้แจงออกมาคือเรื่องความเห็นของ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” และ “แฟนบอล”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกแถลงการณ์ว่า “สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันได้ว่าได้มีการบังคับใช้ขั้นตอนอย่างเป็นทางการในการถอนตัวออกจากกลุ่มที่กำลังพัฒนาแผนจัดการแข่งขันยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีกเรียบร้อยแล้ว”

เชลซี ออกแถลงการณ์บอกว่า “สโมสรฟุตบอลเชลซี สามารถยืนยันได้ว่าเรากำลังดำเนินกระบวนการอย่างเป็นทางการ เพื่อถอนตัวจากกลุ่มที่มีแผนการก่อตั้งยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก หลังเข้าร่วมกลุ่มเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้เราได้มีเวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ และตัดสินใจว่าการดำเนินการมีส่วนร่วมในแผนการเหล่านี้ต่อไป จะไม่เกิดประโยชน์ผลอย่างเต็มที่กับสโมสร กับแฟนบอล หรือสังคมฟุตบอลในวงกว้าง”

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะไม่เข้าร่วมยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก เราได้รับฟังปฏิกิริยาจากแฟน ๆ ของเรา รัฐบาลสหราชอาณาจักร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายสำคัญ อย่างรอบคอบ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับชุมชนฟุตบอลในวงกว้าง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนสำหรับความท้าทายในระยะยาวที่ต้องเผชิญ”

อาร์เซนอล ออกแถลงการณ์ที่ค่อนข้างยาวกว่าสโมสรอื่น แต่มีความตอนสำคัญที่ขอโทษแฟนบอลว่า “อันเป็นผลมาจากการรับฟังพวกคุณและชุมชนฟุตบอลในวงกว้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราขอถอนตัวจากซูเปอร์ลีก เราทำผิดพลาด และขออภัยในความผิดพลาดนี้

เรารู้ว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูศรัทธาของคุณในสิ่งที่เราพยายามทำ แต่ขอให้เข้าใจว่าการตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของซูเปอร์ลีกเกิดจากความปรารถนาของเราที่จะปกป้องอาร์เซนอล สโมสรที่คุณรัก และเพื่อสนับสนุนเกมฟุตบอลที่คุณชื่นชอบผ่านความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความมั่นคงทางการเงินที่มากขึ้น”

ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกปีล่าสุดออกแถลงการณ์ว่า “สโมสรลิเวอร์พูลยืนยันว่าการมีส่วนร่วมของเราในการเสนอแผนการจัดตั้งยูโรเปี้ยน​ ซูเปอร์​ลีก ได้ถูกยกเลิกแล้ว ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สโมสรได้รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกสโมสร และเราขอขอบคุณสำหรับการมีส่วนร่วมอันมีค่านี้”

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ได้ถอนตัวจากยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีกแล้ว และแดเนียล เลวี่ ประธานบริหารสโมสรกล่าวว่า เสียใจที่ทำให้แฟนบอลผิดหวังและเสียใจ พร้อมอธิบายเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมว่าเป็นความพยายามจะพัฒนาโครงสร้างใหม่ เพื่อความยั่งยืนทางการเงิน และเพื่อสนับสนุน ‘พีระมิดฟุตบอล’ ให้ได้มากขึ้น

เมื่อ 6 ใน 12 ผู้ (ตั้งใจว่าจะ) ร่วมก่อตั้งได้ถอนตัวออกไป ลีกใหม่จึงยังเดินหน้าไม่ได้ในตอนนี้ แต่ฝ่ายแกนนำยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ยังไม่ยอมล้มเลิก มีการออกแถลงการณ์มาว่า จะปรับโครงสร้างของโปรเจ็กต์และหาแนวทางต่อไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

Photo by Paul ELLIS / AFP

เรื่องนี้พิสูจน์ชัดว่า ในโลกฟุตบอล แฟนบอลยิ่งใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะมองในแง่บริสุทธิ์ใจปราศจากเชิงพาณิชย์ใด ๆ อย่างการสนับสนุนด้วยใจ ความเป็นชุมชน ความผูกพัน จิตวิญญาณ อุดมการณ์ร่วมของทีมกับแฟนบอล หรือจะมองแบบทุนนิยมก็ยิ่งชัด เมื่อฟุตบอลเป็นโปรดักต์ในโลกทุนนิยม แฟนบอล ซึ่งก็คือผู้บริโภค จึงยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ดี

ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ตั้งอยู่บนแนวคิดทุนนิยม เกิดขึ้นมาเพื่อหารายได้ให้ได้มากขึ้น เก็บผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น มันเป็นโปรดักต์ใหม่อันหนึ่งที่กำลังจะออกมา แต่ผู้บริโภคต่อต้านหนักมาก จึงต้องเหยียบเบรกแล้วคิดทบทวนดูว่า ที่หวังว่าผลประโยชน์จะมากขึ้นนั้นจะได้มากขึ้นจริงหรือไม่

ถ้าลีกนี้เกิดขึ้นมาจริง มันจะดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้แน่ แต่มันอาจจะไม่เวิร์กแล้วพังไปเองในเวลาเพียงไม่กี่ปีก็ได้ เพราะฟุตบอลต้องการเสน่ห์ อย่างเช่น ความเข้นข้นของการแข่งขันขับเคี่ยวกัน, การเห็นสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ การเห็นทีมกลาง ๆ ทีมเล็ก ๆ จากลีกไม่ใหญ่เข้าไปดวลกับทีมบิ๊กเนม แล้วล้มยักษ์ลงได้, การรอคอยการเจอกันของบางทีม

ลองคิดดูว่า การได้ดูแมนฯ ยูฯ ดวลกับเรอัล มาดริด หรือลิเวอร์พูลดวลกับเอซี มิลาน ในทุก ๆ ปี ใช่สิ่งที่แฟนบอลต้องการจริงหรือ คำตอบน่าจะเป็น “ไม่” เพราะมันไม่ตื่นเต้น มันไม่มีเสน่ห์เท่าการรอคอยนัดล้างตาซึ่งอาจต้องรอเวลา 3 ปี 5 ปี หรือนาน 10 ปี กว่าจะมาเจอกันอีกครั้ง

ตัวอย่างเหล่านี้ที่ว่าเป็น “เสน่ห์” ของฟุตบอล ก็ล้วนถูกตัดสินโดยความรู้สึกของแฟนบอลทั้งนั้น การที่ลีกใหม่จะอยู่รอดได้หรือไม่ในระยะยาว จึงไม่ได้ตัดสินโดยแบรนด์ต่าง ๆ ที่จะมาสนับสนุน แต่ตัดสินโดยผู้บริโภคในชื่อเรียกว่า “แฟนบอล” นี่แหละ

มันจึงย้อนกลับไปว่า แรงทัดทาน-คัดค้านทั้งหมดทั้งมวลจากหลายภาคส่วนที่ทำให้บรรดาสโมสรถอนตัว แม้จะคิดบนฐานเรื่องผลประโยชน์ อาจไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของแฟนบอลเป็นหลัก แต่ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่บรรดาสโมสรนำไปคิดคำนวณบวกลบคูณหาร ก็ล้วนถูกผลักดันและตัดสินโดยแฟนบอลอยู่ดี

มีป้ายประท้วงอันหนึ่งของแฟนบอลเชลซีที่เขียนว่า “FOOTBALL BELONGS TO US NOT YOU” เป็นประโยคสั้น ๆ ที่สรุปความของเรื่องราวครั้งนี้ได้ดี  

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ