ไฮเน็คกี้ อ้อนนายกฯ ขอผ่อนจ่ายภาษีที่ดิน ปลดล็อกแรงงานต่างด้าว

วิลเลียม ไมเนอร์ กรุ๊ป
แฟ้มภาพ

“ไฮเน็คกี้” ผู้บริหารไมเนอร์ อ้อนนายกฯ ขอมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ ผ่อนจ่ายภาษีที่ดิน ยกเลิกวีซ่าต่างชาติที่มาระยะสั้น ปลดล็อกจ้างต่างด้าว พร้อมจี้นายกฯ คุม Airbnb-แพลตฟอร์ม OTA

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงคณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร-นายกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ในหัวข้อ “การปรับใช้ข้อบังคับและมาตรการเสริมเพื่อเร่งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว” โดยระบุว่า

ก่อนอื่นผมใคร่ขอแสดงความชื่นชมรัฐบาลสำหรับแนวทางปฏิบัติเพื่อเร่งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ เป้าหมายที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10 ล้านคนในปี 2565 เป็นจำนวนที่สูงกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2562 ถือว่าเป็นสัดส่วนเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น และคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยว 18 ล้านคนในปี 2566 ก็เป็นเพียงร้อยละ 45 ของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงก่อนโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าปกติ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องพึ่งเงินทุนสำรองเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ราคาพลังงานและราคาน้ำมันขยับขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อกำไรและสภาพคล่องของผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวในประเทศไทย ผมใคร่ขอความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลในการปรับปรุงกฎข้อบังคับต่าง ๆ ที่จะช่วยพยุงภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวให้ยังคงดำเนินอยู่ได้ในภาวะการประกอบธุรกิจที่ท้าทาย ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าปกติและราคาต้นทุนที่สูงขึ้น ผมจึงขอนำเสนอมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเร่งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวให้ท่านพิจารณา ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดข้อบังคับชั่วคราวขอให้ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าพักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตราคงที่ที่ 300 บาทต่อห้องต่อคืน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
  2. อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถแบ่งชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็น 3 งวดได้โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าปรับในกรณีมีการชำระล่าช้า
  3. ขยายระยะเวลาการใช้ผลขาดทุนสะสมทางภาษี (Tax losses carried forward) ของผู้ประกอบการโรงแรมจาก 5 ปีเป็น 10 ปี
  4. สร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมไทยในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติที่มีเงินทุนสูงกว่าอย่าง AirBnb และแพลตฟอร์มสำหรับจองโรงแรมออนไลน์ (Online Travel Agents หรือ OTA)

สำหรับธุรกิจของ AirBnb สร้างกำไรจากการที่เจ้าของบ้านหรือที่พักอาศัยเปิดให้เช่าที่พักของตน ดังนั้น ห้องพักที่เปิดให้เช่าควรมีจำกัดเพียง 2-3 ห้องเท่านั้น มิใช่มีจำนวนให้เช่ามากถึง 20-30 ห้อง หากผู้ให้เช่ามีห้องพักให้เช่าเป็นจำนวนมาก ควรต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎเกณฑ์ และมาตรการด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนเข้าพัก มาตรฐานการให้บริการ การเก็บภาษีและการจดภาษีมูลค่าเพิ่มในการประกอบธุรกิจโรงแรม

หากไม่มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและชื่อเสียงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ ดังนั้น การกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการเช่าห้องพักรายย่อยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าของที่พักในการปล่อยเช่าใน AirBnb ของประเทศไทยควรมีสัญชาติไทยเท่านั้น เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยและมีการเสียภาษีที่ถูกต้อง ข้อเสนอในเรื่องดังกล่าวนี้เป็นการป้องกันการฟอกเงินและการหลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

ด้านแพลตฟอร์ม OTA สัญญาผูกมัดที่สร้างข้อจำกัดให้ผู้ประกอบการโรงแรมด้านการตั้งราคาห้องพัก (rate-parity) ควรถือเป็นข้อจำกัดที่ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี เบลเยียม และออสเตรียได้บังคับใช้ เนื่องจากก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องเสียประโยชน์ นอกจากนี้ ยังต้องบังคับการจัดเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์จากผู้ประกอบการแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการนำภาษีดังกล่าวมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย

  1. คงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์เดิมในเรื่องการขึ้นทะเบียนและการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมสำหรับกิจการที่พักอาศัยที่มีจำนวนห้องพักขายมากกว่าสี่ห้อง เนื่องจากสถานประกอบการเหล่านั้น จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฏข้อบังคับ เพื่อเพิ่มมาตรฐานโดยรวมของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย
  2. เน้นให้มีการสื่อสารในระดับนานาชาติ จัดทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ประกาศการสิ้นสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย และการยกเลิกข้อบังคับทุกข้อในการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา
  3. อำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ โดยลดความแออัดและล่าช้าในการผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน และอนุญาตให้ชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศได้ในระยะสั้นโดยไม่ต้องมีวีซ่า เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ
  4. ยกเว้นหรือเพิ่มสิทธิประโยชน์เรื่องวีซ่าสำหรับพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานทางไกล (Remote professionals)
  5. อนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ได้ และมีการออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานเหล่านี้ในสายงานอื่น ๆ นอกเหนือจากงานก่อสร้างและงานแม่บ้าน

รวมถึงการปรับลดค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานจากประเทศที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีอย่างประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย จาก 35,000 บาท เป็น 25,000 บาทต่อเดือน เพื่อแก้วิกฤตการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

สำเนาถึง : พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พลเอกสุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการความมั่นคงแห่งชาติ


ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กลินท์ สารสิน ประธานอาวุโส หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย