“โบ๊ทลากูน” หนุนเที่ยวทางน้ำโต ทยอยเปิดตัว “ยอชต์” ใหม่ดันรายได้ปีนี้ทะลุ 2 พันล้าน

ว่ากันว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือยอชต์อยู่ในตลาดราว 1,700-2,000 ลำ ทั้งที่เป็นเรือยอชต์ ซูเปอร์ยอชต์ มอเตอร์ยอชต์ และเป็นตลาดที่มีแนวโน้มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หรือไม่ต่ำกว่า 10-15% ต่อปี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวที่ต่อเนื่อง

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเรือยอชต์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คนหันมานิยมเรือยอชต์กันมากขึ้น โดยเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว มี “โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง” เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ให้บริการครบวงจรที่สุดของประเทศไทย

“วริศ ยงสกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเรือยอชต์ระดับลักเซอรี่รายใหญ่ของประเทศไทย บอกว่า “โบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง” นั้นเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจเรือยอชต์ในประเทศไทยมากว่า 24 ปี เห็นการเติบโตของธุรกิจและความต้องการใหม่ ๆ ของลูกค้ามาโดยตลอด

และก็พบว่าลูกค้าแต่ละรายมีไลฟ์สไตล์และความชอบที่แตกต่างกัน ทำให้บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทผู้ผลิตเรือยอชต์ระดับโลกถึง 4 แบรนด์ คือ Princess Yacht แบรนด์เรือยอชต์จากอังกฤษ Jeanneau จากฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นเรือใบ เรือมอเตอร์ Prestige แบรนด์เรือยอชต์จากฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ยอชต์ลักเซอรี่อีกแบรนด์หนึ่ง มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความคลาสสิก และ Wider แบรนด์เรือยอชต์จากอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือที่ค่อนข้างทันสมัย

“สินค้า-บริการ” ครบวงจร

Advertisment

ปัจจุบันมี 9 สาขา ครอบคลุมตลาดใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย 5 สาขา คือ กรุงเทพฯ พัทยา สมุย กระบี่ และภูเก็ต สาขาปีนัง ประเทศมาเลเซีย สาขาจาการ์ตา อินโดนีเซีย สาขาสิงคโปร์ และสาขามัลดีฟส์ และมีเรือยอชต์อยู่กว่า 200 ลำ ที่ลูกค้าใช้งานอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวกับเรือยอชต์ครบวงจร เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบและหลายขนาด มีทั้งเรือยอชต์ลำใหม่ เรือยอชต์มือสอง ให้บริการเช่าเรือยอชต์ การบำรุงรักษาเรือยอชต์ รวมถึงงานบริการหลังการขายอื่น ๆ

และนอกจากการจำหน่ายเรือยอชต์ทั้งใหม่และมือสองแล้ว ยังมีบริการให้เช่าเรือที่เป็นลักษณะชาร์เตอร์ด้วย ทั้งเรือมอเตอร์ เรือใบ และซูเปอร์ยอชต์ ฯลฯ ราคาตั้งแต่ 60,000-600,000 ต่อวัน ซึ่งการเช่าจะมีตั้งแต่ 1 วัน 2 วัน หรือ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน แล้วแต่ความต้องการของลูกค้า

ที่สำคัญ การล่องเรือยอชต์นั้นนอกจะเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนตัวและมีอิสระแล้ว ยังถือเป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่สามารถไปกับเพื่อนฝูงได้ โดยจะเห็นว่าในคนไทยส่วนใหญ่เริ่มที่จะหันมาใช้ไลฟ์สไตล์ด้านนี้กันมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ

หนุนเรือยอชต์ทั่วโลกเที่ยวภูเก็ต

Advertisment

“วริศ” บอกว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น แล่นเรือมาแวะพักและท่องเที่ยวที่ภูเก็ตเป็นจำนวนมาก มีเรือยอชต์เข้า-ออกภูเก็ต ปีละราว 2,000 ลำ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาลักษณะนี้มีการพักเฉลี่ยที่ราว 60 วันต่อครั้ง มีอัตราการใช้จ่ายที่สูงมาก เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

หากคำนวณคร่าว ๆ จะพบว่า ซูเปอร์ยอชต์ 1 ลำ ที่เข้ามาจะมีการใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1-2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 70 ล้านบาทต่อทริป

โดยในช่วง 3 ปีจากนี้ “โบ๊ทลากูนฯ” จะผลักดันให้มีเรือยอชต์เข้ามาเที่ยวที่ภูเก็ต เพิ่มอีก 100-200 ลำ ซึ่งมองว่าจะสร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับประเทศได้ถึง 200-400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7,000-14,000 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มคนไทยก็เป็นกลุ่มที่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 30-35% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตั้งเป้าปีนี้กวาดรายได้ 2 พันล้าน

“วริศ” ยังบอกอีกว่า และเพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมเรือยอชต์เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทาง “โบ๊ทลากูนฯ” ได้จัดงานเปิดตัวและแนะนำเรือยอชต์รุ่นใหม่ล่าสุด “Princess 62” จากอังกฤษ ไปเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นลำแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเรือยอชต์ขนาดกลางที่มีสมรรถนะสูง รุ่นที่ทำการออกแบบภายในใหม่หมด เน้นความโปร่งโล่งสบาย แต่ยังคงความหรูหรา ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเรซิ่นอินฟิวชั่น ที่ทำให้เรือดูกว้างและโฉบเฉี่ยวขึ้น และแข็งแกร่ง ทนต่อทุกสภาพอากาศของเมืองไทย

และเชื่อมั่นว่า เรือยอชต์รุ่นใหม่ล่าสุด “Princess 62” นี้จะมีส่วนผลักดันให้ยอดขายรวมของโบ๊ทลากูนฯ ใน 5 ประเทศทั่วภูมิภาคได้สูงถึง 2,000 ล้านบาทในปีนี้ หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 10-15% อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเรือยอชต์ให้กับโบ๊ทลากูนฯในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจนอีกด้วย