“แอร์บัส” ชี้เศรษฐกิจ APAC โตแกร่งดีมานด์ “เครื่องบินขนส่งสินค้า” พุ่ง

แอร์บัส

สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่า นับจนถึงสิ้นปี 2566 ความต้องการเดินทาง (อุปสงค์) การเดินทางฟื้นตัวเกือบเต็มที่จากระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2562 แล้ว โดยการเดินทางภายในประเทศสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้วถึง 4% แต่การเดินทางระหว่างประเทศนั้นกลับมาได้ในระดับ 88% เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า

งานนิทรรศการด้านการบินที่ใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย “สิงคโปร์ แอร์โชว์ 2024” ที่จัดขึ้นในปีนี้ (20-25 กุมภาพันธ์ 2567) จึงกลับมาพร้อมความคึกคัก ท่ามกลางความต้องการเครื่องบินใหม่ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

โดยรายงานข่าวระบุว่า มีบริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 บริษัท จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก อาทิ แอร์บัส (Airbus), โบอิ้ง (Boeing) และล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) และบริษัทคู่แข่งจากจีน เช่น โคแมค (COMAC) และเอวิก (AVIC) ฯลฯ

“ครอว์ฟอร์ด แฮมิลตัน” หัวหน้าฝ่ายการตลาดการขนส่งสินค้า “แอร์บัส” ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) ยังคงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการค้าระหว่างประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า

โดยนอกจากเครื่องบินโดยสารแล้ว แอร์บัสคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าตลาดจะมีความต้องการเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างประมาณ 400 ลำในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินที่ผลิตขึ้นใหม่ และที่เข้าโครงการปรับปรุงเครื่องบิน

จำนวนนี้คิดเป็นมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั่วโลกที่มีต่อเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างรวมจำนวน 1,490 ลำ ในกลุ่มเครื่องบินที่มีน้ำหนักมากกว่า 40 ตัน

“ครอว์ฟอร์ด” บอกว่างานสิงคโปร์แอร์โชว์ปีนี้ แอร์บัสตอบสนองความต้องการของตลาดการขนส่งสินค้าทางอากาศด้วยเครื่องบิน เอ 350 เอฟ (A350F) ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งได้เพิ่มระดับการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการบรรทุกที่สอดคล้องกับตลาด รวมถึงพิสัยการบิน

ทำให้ได้รับการปรับแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบ ต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานของสายการบินต่าง ๆ ด้วยการตอบโจทย์ความต้องการด้านการบรรทุกสินค้าที่หลากหลาย ในขณะที่เป็นผู้นำสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้นในการขนส่งสินค้าทางอากาศ

“เครื่องบิน A350F เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดด้านประสิทธิภาพในตลาดการขนส่งสินค้าที่มีการแข่งขันสูง และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้มากถึง 40% เมื่อเทียบกับเครื่องบิน 747 เอฟ (747F) รุ่นก่อนหน้า สามารถบินได้ไกลถึง 4,700 ไมล์ทะเล หรือ 8,700 กิโลเมตร ในขณะที่ยังคงรักษาต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเครื่องบินขนส่งสินค้าอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน”

พร้อมระบุว่า เครื่องบิน A350F เป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าลำแรกในตลาดที่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เพิ่มขึ้นขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570

โดยเครื่องบิน A350F มีกำหนดเข้าประจำการในปี 2569 โดยการประกอบชิ้นส่วนลำตัวเครื่องบิน A350F ลำแรกจะเริ่มดำเนินการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเวลาของแผนการผลิตเครื่องบิน

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมกราคม 2567 เครื่องบินตระกูลเอ 350 (A350) รุ่นล่าสุด ได้รับคำสั่งซื้อมากกว่า 1,200 รายการ จากลูกค้า 57 รายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงคำสั่งซื้อ 50 รายการสำหรับเครื่องบินรุ่น A350F จากสายการบินขนส่งสินค้าชั้นนำ 9 ราย

สำหรับในประเภทเครื่องบินขนาดกลาง ตระกูล เอ330 นีโอ (A330neo) ยังคงได้รับความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำสั่งซื้อเกือบร่วม 300 รายการ จากลูกค้า 28 รายทั่วโลก