“ทีพีซี”เร่งขายบัตรอีลิทการ์ด รับกลุ่มจีนช็อปอสังหาฯไทย

“ทีพีซี” เผยชาวจีนรุ่นใหม่นิยมซื้อบ้านหลังที่ 2 ในต่างประเทศ สบโอกาสขายบัตร “อีลิทการ์ด” รับจีนช็อปอสังหาฯในไทย ชี้เป็น 1 ใน 2 ชาติที่มีนักธุรกิจรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก คาดล้างขาดทุนสะสมได้ภายใน 5 ปี

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้ดำเนินโครงการบัตรอีลิทการ์ด เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานของทีพีซีในปีงบฯประมาณ 2561 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560-31 กรกฎาคม 2561) พบว่าลูกค้าอันดับ 1 ของชาติสมาชิกที่สมัครใหม่ในปีนี้คือตลาดจีน ครองสัดส่วนสูงถึง 29% มากเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบฯ 2560


ทั้งนี้ เนื่องจากชาวจีนรุ่นใหม่เป็น กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก ทั้งยังนิยมมีบ้านหลังที่ 2 ในต่างประเทศ และไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ชาวจีนนิยมทั้งในด้านท่องเที่ยวและซื้ออสังหาริมทรัพย์เช่น ในภาคตะวันออกแถบเมืองพัทยา รวมถึงเชียงใหม่และภูเก็ต

“จากเทรนด์นี้น่าจะเป็นโอกาสดีในการขายบัตรอีลิทการ์ดแก่ชาวจีนได้มากขึ้น โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดจีนติดอันดับ 1 ของชาติที่ถือบัตรอีลิทการ์ดมากที่สุด หลังได้บริษัทซีเอ็มเอสซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกงมาเป็นพันธมิตรและตัวแทนจำหน่าย ซึ่งเชี่ยวชาญการขายในตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยสร้างยอดขายได้เดือนละกว่า 100 ใบ”

โดยตลาดจีนถือเป็น 1 ใน 2 ตลาดร่วมกับญี่ปุ่นที่ยังเติบโตได้อีกมาก เพราะ 2 ประเทศนี้มีกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก และเมื่อดูยอดสมาชิกที่สมัครใหม่ของทีพีซีในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบฯ 2561 ซึ่งมียอดเพิ่มขึ้นถึง 1,310 คน เติบโต 26.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นอกจากจีนที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดแล้ว รองลงมาก็คือญี่ปุ่น ครองสัดส่วน 8.3% ส่วนฝั่งยุโรปและอเมริกายังคงเจาะฐานตลาดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยอังกฤษมีมากเป็นอันดับ 3 ที่ 6.3% ฝรั่งเศส 6% อเมริกา 5.4% และอื่น ๆ อีก 45%

และเมื่อนับยอดสมาชิกผู้ถือบัตรอีลิทการ์ดตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2546 จนถึง 31 กรกฎาคม 2561 มียอดสมาชิกรวมทั้งสิ้น 6,192 คน แบ่งเป็นสมาชิกรุ่นแรก 2,452 คน และสมาชิกรุ่นใหม่ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 รวม 3,740 คน โดยลำดับชาติสมาชิก 10 อันดับ ได้แก่ จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย บังกลาเทศ รัสเซีย เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์

นายยุทธศักดิ์ยังกล่าวถึงเป้าหมายระยะเวลาล้างขาดทุนสะสมของทีพีซีด้วยว่า วางกรอบไว้ภายใน 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งปัจจุบันขาดทุนสะสมลดลงจากกว่า 1,000 ล้านบาท เหลืออยู่ที่ 700 ล้านบาท หลังจากทีพีซีมีผลประกอบการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบฯ 2561 มีรายได้อยู่ที่ 790 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 43.37% ซึ่งตั้งไว้ 551 ล้านบาท และมีกำไร 239 ล้านบาท เติบโตจากยอดขายบัตรแก่สมาชิกใหม่และค่าธรรมเนียมสมาชิก ซึ่งคาดว่าตลอดปีงบฯนี้ ทีพีซีจะมีรายได้รวมกว่า 950 ล้านบาท พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโต 15% ในปีงบฯ 2562

สำหรับประเภทบัตรสมาชิกที่ทำยอดขายได้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 บัตรอีลิท อีซี่ แอสเซส (Elite Easy Access) ราคา 5 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี เหมาะสำหรับท่านที่เดินทางคนเดียว เข้าออกในประเทศไทยระยะสั้นเป็นเวลา 5 ปี ที่มีการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง อันดับที่ 2 บัตรอีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่น (Elite Superiority Extension) ราคา 1 ล้านบาท อายุบัตร 20 ปี เหมาะสำหรับกลุ่มเกษียณอายุ หรือผู้ที่ต้องการพำนักในประเทศไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง และอันดับที่ 3 บัตรอีลิท แฟมิลี เอ็กซ์เคอร์ชั่น (Elite Family Excursion) ราคา 8 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี เพื่อการเข้าออกในประเทศไทยระยะสั้น เหมาะกับกลุ่มครอบครัวโดยเฉพาะ ด้วยราคาพิเศษสำหรับ 2 ท่านเป็นต้นไป โดยเน้นไปที่กลุ่มนักธุรกิจและครอบครัวที่ลูกศึกษาในไทย หรือผู้ที่เข้ามาพักผ่อนระยะสั้น ๆ เป็นครอบครัว

“ทางคณะกรรมการของทีพีซีได้มีนโยบายให้รุกขายบัตรอีลิท อัลทิเมต พริวิเลจ (Elite Ultimate Privilege) ราคา 2 ล้านบาท อายุบัตร 20 ปี เพื่อเพิ่มรายได้บัตรให้เติบโตมากขึ้น และอยากให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% ของยอดขายบัตรอีลิทการ์ดทั้ง 7 รูปแบบ ทั้งนี้ ททท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ค่อนข้างพอใจกับผลประกอบการของทีพีซี โดยได้ยืนยันไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ว่ายังทำประโยชน์ได้ และน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงกระแสการค้าการลงทุนมาไทยในระยะยาว โดยทีพีซีเตรียมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เพื่อดึงผู้ถือบัตรอีลิทการ์ดเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายของรัฐบาล” นายยุทธศักดิ์กล่าว